วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แบบฝึกหัดที่ 1 week 1 21/10/53

1. ลีนุกซ์คืออะไร
ตอบ ลีนุกซ์ เป็นระบบปฏิบัติการเช่นเดียวกับ ดอส ไมโครซอฟต์วินโดวส์ หรือยูนิกซ์ โดยลีนุกซ์นั้นจัดว่าเป็นระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ประเภทหนึ่ง การที่ลีนุกซ์เป็นที่กล่าวขานกันมากขณะนี้ เนื่องจากความสามารถของตัวระบบปฏิบัติการและโปรแกรมประยุกต์ที่ทำงานบนระบบลีนุกซ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมในตระกูลของ GNU (GNU's Not UNIX) และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือระบบลีนุกซ์เป็นระบบปฏิบัติการประเภทฟรีแวร์ (Free Ware) คือไม่เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อโปรแกรม
ระบบลีนุกซ์ตั้งแต่เวอร์ชั่น 4 นั้น สามารถทำงานได้บนซีพียูทั้ง 3 ตระกูล คือบนซีพียูของอิลเทล (PC Intel) ดิจิตอลอัลฟาคอมพิวเตอร์ (Digital Alpha Computer) และซันสปาร์ค (SUN SPARC) เนื่องจากใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า RPM (Red Hat Package Management) ถึงแม้ว่าในขณะนี้ลีนุกซ์ยังไม่สามารถแทนที่ไมโครซอฟต์ วินโดวส์ บนพีซีหรือแมคโอเอส (Mac OS) ได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยที่หันมาใช้และช่วยพัฒนาโปรแกรมประยุกต์บนลีนุกซ์กัน และเรื่องของการดูแลระบบลีนุกซ์นั้น ภายในระบบลีนุกซ์เองมีเครื่องมือช่วยสำหรับดำเนินการให้สะดวกยิ่งขึ้น
2. ความเป็นมาของลีนุกซ์เป็นอย่างไร
ตอบ ในช่วงปี ค.ศ. 1987 ศาสตราจารย์ Andrew S.Tanenbaum ได้ออกแบบสร้าง ยูนิกซ์สำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถทำงานได้ทั้งบนเครื่อง PC,Mac,Amiga โดยให้ชื่อว่า Minix และยังแจกซอร์สโค้ดฟรีให้แก่นักวิจัยเพื่อนำไปพัฒนาต่อ
ประมาณปี ค.ศ. 1989 นักศึกษาภาควิชา Computer Science จากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ (University of Helsinki) ประเทศ ฟินแลนด์ชื่อ ลีนุส ทอร์วัลดล์ (Linus Benedict Torvalds :http://www.cs.helsinki.fi/~torvalds) ได้พัฒนาระบบยูนิกซ์ Minix เพื่อใช้ในการเรียนวิชาระบบปฏิบัติการ เนื่องจากเห็นว่า Minix ยังมีความสามารถไม่พอ จึงออกแบบเขียนโค้ดขี้นใหม่และอ้างอิงกับ Minix โดยมีการใส่ระบบสลับงาน (Task swap) ปรับปรุงไฟล์ มีการสนับสนุน Hardware มากขึ้น แล้วให้ชื่อระบบปฏิบัติการตัวนี้ว่า Linux
และต่อมาก็ได้เริ่มชักชวนให้โปรแกรมเมอร์คนอื่นๆ มาช่วยกันพัฒนาต่อโดยผ่านทางอินเตอร์เน็ต คือ ลีนุสจะเป็นคนรวบรวม ตรวจสอบ และแจกจ่ายงานให้กับโปรแกรมเมอร์จากที่ต่างๆทั่วโลก รวมทั้งแจกจ่ายให้ใครต่อใครที่สนใจช่วยทดลองใช้ และทดสอบหาข้อผิดพลาดด้วย
จุดที่น่าสนใจของงานนี้ก็คือ ทุกคนต่างทำงานให้ฟรี ด้วยความอยากเห็นผลงานสำเร็จออกมา โดยไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนให้แต่อย่างใด เพียงแต่มีเงื่อนไขว่างานที่เสร็จแล้ว ก็จะต้องเผยแพร่แก่สาธารณะ โดยไม่คิดค่าตอบแทนเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า GPL (General Public License) ที่ริเริ่มขึ้นจากองค์กรที่เรียกว่า Free
3. ประโยชน์ของลีนุกซ์มีอะไรบ้าง
ตอบ ปัจจุบันลีนุกซ์ได้รับความนิยมและนำไปใช้งานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงาน ประโยชน์มีมากมาย
1.ยูนิกซ์เป็นต้นแบบของลีนุกซ์
ยูนิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการเดิมที่มีประสิทธิภาพการทำงานมานาน ลีนุกซ์ถอดแบบมาจากยูนิกซ์ ดังนั้นคุณสมบัติของยูนิกซ์ทั้งเรื่องระบบความปลอดภัย ความสามารถในการทำงานพร้อมกันหลายงาน (MultiTasking) ใช้งานได้พร้อมกันหลายคน (MultiUser) ประสิทธิภาพในการใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์ รวมทั้งคุณสมบัติอื่น ๆ มีมากมาย จึงเป็นการถ่ายทอดมาที่ลีนุกซ์
2.ลีนุกซ์และโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานบนลีนุกซ์จะอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ที่เรียกว่า GNU Public License (GPL) ซึ่งหมายความว่า สามารถนำลีนุกซ์มาใช้งานได้ฟรี โดยใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ปรับปรุงแก้ไขได้ตามต้องการ โดยซอร์สโค้ดที่ได้ทำการแก้ไขจะต้องเผยแพร่ให้ผู้อื่นใช้ได้ฟรีเหมือนต้นแบบ
3.ความปลอดภัยในการทำงาน
ลีนุกซ์เป็นระบบที่มีความปลอดภัยในการใช้งานสูง ก่อนที่จะเข้าใช้งานทุกครั้งจะมีการตรวจสอบโดยผู้ใช้ต้องทำการป้อนชื่อและรหัสผ่าน เพื่อแสดงสิทธิในการใช้งาน หรือที่เรียกว่า Log in ให้ถูกต้องจึงจะเข้าใช้งานลีนุกซ์ได้ ฯลฯ
4.โครงสร้างของลีนุกซ์มีอะไรบ้าง
ตอบ ลีนุกซ์ที่ไลนัสและนักพัฒนาร่วมกันพัฒนา เป็นเพียงแค่ส่วนที่เรียกว่า เคอร์เนล (Kernel) หรือ
แกนการทำงานหลักของระบบ แต่เคอร์เนลไม่สามารถทำงานตามลำพังได้ต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่น ๆ เช่น 1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ประกอบด้วยจอภาพ คีย์บอร์ด ซีพียู แรม ฮาร์ดดิสก์ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ
เคอร์เนล (Kernel)
เป็นส่วนที่สำคัญของระบบ เรียกว่า เป็นแกนหรือหัวใจของระบบก็ว่าได้ เคอร์เนลจะมีหน้าที่ควบคุมการทำงานทั้งหมดของระบบ ตั้งแต่การจัดสรรทรัพยากรของระบบบริหารโพรเซสงาน
(Process) การจัดการไฟล์และอุปกรณ์อินพุต เอาต์พุต บริหารหน่วยความจำ โดยเคอร์เนลจะควบคุมอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของเครื่องทั้งหมด ดังนั้นเคอร์เนลจึงขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์ ถ้าฮาร์ดแวร์เปลี่ยนไปเคอร์เนลก็จะเปลี่ยนไปด้วย
เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ติดต่อระหว่างผู้ใช้กับเคอร์เนล โดยรับคำสั่งจากผู้ใช้ทางอุปกรณ์อินพุต อย่างเช่น คีย์บอร์ด แล้วทำการแปลให้เป็นภาษาที่เครื่องเข้าใจ นอกจากนี้เซลล์ยังทำหน้าที่ในการควบคุมและกำหนดทิศทางของอินพุตและเอาต์พุตได้ด้วยว่าจะให้เข้าหรือออกมาทางใด เช่น อาจจะกำหนดให้เอาต์พุตออกมาทางหน้าจอหรืจะเก็บลงไฟล์ก็ได้ลีนุกซ์ เคอร์เนลเชลล์โปรแกรมประยุกต์ฮาร์ดแวร์ ฯลฯ
5.เคอร์เนล (Kernel) คืออะไร
ตอบ เป็นส่วนที่สำคัญของระบบ เรียกว่า เป็นแกนหรือหัวใจของระบบก็ว่าได้ เคอร์เนลจะมีหน้าที่ควบคุมการทำงานทั้งหมดของระบบ ตั้งแต่การจัดสรรทรัพยากรของระบบบริหารโพรเซสงาน
(Process) การจัดการไฟล์และอุปกรณ์อินพุต เอาต์พุต บริหารหน่วยความจำ โดยเคอร์เนลจะควบคุมอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของเครื่องทั้งหมด ดังนั้นเคอร์เนลจึงขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์ ถ้าฮาร์ดแวร์เปลี่ยนไปเคอร์เนลก็จะเปลี่ยนไปด้วย
6.เซลล์ (Shell) คืออะไร
ตอบ เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ติดต่อระหว่างผู้ใช้กับเคอร์เนล โดยรับคำสั่งจากผู้ใช้ทางอุปกรณ์อินพุต อย่างเช่น คีย์บอร์ด แล้วทำการแปลให้เป็นภาษาที่เครื่องเข้าใจ นอกจากนี้เซลล์ยังทำหน้าที่ในการควบคุมและกำหนดทิศทางของอินพุตและเอาต์พุตได้ด้วยว่าจะให้เข้าหรือออกมาทางใด เช่น อาจจะกำหนดให้เอาต์พุตออกมาทางหน้าจอหรืจะเก็บลงไฟล์ก็ได้
7.ระบบวินโดวส์ (Window) บนลีนุกซ์มีอะไรบ้าง (ค้นหาเพิ่มเติมให้มากที่สุด)
ตอบ เป็นระบบปฏิบัติการที่ฟรีและยังมีให้เลือกใช้มากมายหลากหลายเวอร์ชั่นอีกด้วย
8.ระบบ X Window คืออะไร ทำหน้าที่อย่างไร
ตอบ ระบบ X Window บนลีนุกซ์ มีความพิเศษกว่า Microsoft Windows ตรงที่มีรูปแบบของวินโดวส์ให้เลือกใช้หลายแบบ เช่น GNOME หรือ KDE โดยแต่ละรูปแบบอาจจะแตกต่างกันในส่วนของเมนูการทำงาน รูปแบบของหน้าจอ หน้าต่างของโปรแกรม รูปแบบของปุ่ม หรือไอคอนต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกับ Microsoft Windows ที่มีหน้าตาอยู่เพียงแบบเดียว ตัวอย่างโปรแกรมลีนุกซ์แต่ละแบบเช่น ลีนุกซ์ทะเล ลีนุกซ์อูบุนตู ลีนุกซ์ Redhat ลีนุกซ์ Cent OS และอื่น ๆ
9.ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของลีนุกซ์ต้องเตรียมอะไรบ้าง
ตอบ ตรวสสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ว่ามีอุปกรณ์ฮาดร์แวร์ครบไหม นอกจากนี้ยังต้องการติดตั้งลีนุกซ์ สิ่งสำคัญคือรายละเอียดของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เตรียมพื้นที่สำหรับติดตั้ง เลือกประเภทของการติดตั้ง และวิธีการติดตั้ง ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมมีดังนี้
ตรวจสอบข้อมูลฮาร์ดแวร์ของระบบ ในขั้นตอนของการติดตั้งโปรแกรมจะให้กำหนดรายละเอียดของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ โดย
จะต้องกำนดค่าให้ถูกต้องตรงกับข้อมูลจริง เพื่อให้ลีนุกซ์ทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด รายการของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่จะต้องตรวจสอบรวมทั้งข้อมูลที่ควรเก็บรายละเอียดการเรียกชื่อฮาร์ดดิสก์ตามแบบของลีนุกซ์ แสดงได้ดังนี้
1. /dev/hda หมายถึง ฮาร์ดดิสก์ที่เชื่อมต่อแบบ IDE ที่ช่อง Primary ตั้งค่าเป็น Master
2. /dev/hdb หมายถึงฮาร์ดดิสก์ที่เชื่อมต่อแบบ IDE ที่ช่อง Primary ตั้งค่าเป็น Slave
3. /dev/hdc หมายถึง ฮาร์ดดิสก์ที่เชื่อมต่อแบบ IDE ที่ช่อง Secondary ตั้งค่าเป็น Master
4. /dev/hdd หมายถึง ฮาร์ดดิสก์ที่เชื่อมต่อแบบ IDE ที่ช่อง Secondary ตั้งค่าเป็น Slave
10.ลีนุกซ์แบบ Text Mode เป็นอย่างไร มีรุ่นใดบ้าง
ตอบ เป็นระบบปฎิบัติการที่ไม่กินสเปกเครื่องมากนัก นอกจากนี้ยังมีการทำงานต่างๆที่คล้ายกับคำสั่งของระบบ ปฎิบัติการ MS-Dos แต่คำสั่งของ นุกซ์แบบ Text Mode นั้น จะมีคำสั่งที่เฉพราะตัวยกตัวอย่าง
คำสั่ง ls : ใช้แสดงรายชื่อแฟ้มทั้งหมดใน home directory

ขั้นตอนการติดตั้ง Linux Fedora Core 5 Week 1 21/10/2553

ขั้นตอนการติดตั้ง Linux Fedora Core 5



หลังจากบูตเครื่องพีซีด้วยแผ่นซีดีรอมชุดติดตั้ง จะปรากฏหน้าจอแรกโปรแกรมติดตั้งจะรอคอยคำสั่งจากการพิมพ์ของผู้ติดตั้ง เรียกว่า บูตพร้อมพ์ ( Boot Prompt )ซึ่งผู้ติดตั้งสามารถกำหนดทางเลือก ( Options ) การทำงานของโปรแกรมติดตั้งนี้ได้หลายรูปแบบตามความต้องการ ตัวอย่างของคำสั่งกำหนดทางเลือกได้แก่
• boot: linux textboot:
• linux rescueboot:
• linux askmethodboot:
• linux ks=floppy
ข้อความที่จะพิมพ์สั่งงานได้นั้นอาจดูได้โดยการกดปุ่ม F2หากผู้ติดตั้งรอสักครู่หรือกด Enter จะเป็นการเข้าสู่การติดตั้งแบบกราฟฟิกต่อไป



โปรแกรมติดตั้งจะสอบถามว่าต้องการตรวจสอบแผ่นซีดีรอมชุดติดตั้งนี้หรือไม่




หากผู้ติดตั้งตอบ Yes จะเข้าสู่การตรวจสอบแผ่นซีดีรอมทีละแผ่นและรายงานผลให้ทราบ




ขั้นตอนการตรวจสอบแผ่นซีดีรอมมาแล้วจะเป็นหน้าจอแสดงสัญลักษณ์และ Release Notes




เลือกภาษาที่ต้องการใช้ระหว่างการติดตั้ง




เลือกภาษาของแป้นพิมพ์




เลือกที่จะติดตั้งทับลีนุกซ์เดิมที่มีอยู่ในฮาร์ดดิสก์จะต้องเลือกรูปแบบ (Layout) อย่างใดอย่างหนึ่งหากเลือกใช้ Free space และ default layout จะเป็นการติดตั้งโดยใช้รูปแบบตามที่ Fedora กำหนดให้ โดยจะใช้ระบบจัดการระบบไฟล์แบบ LVM และจะใช้เนื้อที่ดิสก์ทั้งหมดที่เหลืออยู่
การที่ Fedora ออกแบบให้มี Default Layout เช่นนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานที่ยังไม่เคยใช้ลีนุกซ์มาก่อน หลังจากกำหนด Layout หรือรูปแบบการแบ่งพาร์ทิชั่นดิสก์แล้ว
หากผู้ติดตั้งมีความประสงค์จะกำหนดคุณสมบัติให้ตรงกับความต้องการมากขึ้นจะต้องเลือกตัวเลือก Custom Layout ในขั้นตอนนี้



ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดค่าเกี่ยวกับอุปกรณ์เครือข่าย (Network Devices)



กำหนดค่า Time Zone เป็น Asia/Bangkok ส่วนตัวเลือก System clock uses UTC จะใช้ในกรณีที่เป็นเครื่อง Portable หรือ Notebook ที่กำหนดวันเวลาภายในฮาร์ดแวร์ (RTC/BIOS) เป็นเวลามาตรฐานโลก (UTC หรือ GMT) แล้วอาศัยการปรับเวลาในระบบปฏิบัติการตามเวลาท้องถิ่น ( Local Date/Time ) ได้ตามสภาพความเป็นจริง



กำหนดรหัสผ่านของผู้ควบคุมระบบ ( root ) โดยยืนยันให้ตรงกันทั้ง 2 ครั้ง รหัสผ่านของ root นี้ควรกำหนดให้มีความซับซ้อน ยากต่อการสุ่มเดา แต่ง่ายต่อการจำโดยควรมีความยาวไม่น้อยกว่า 8 ตัวอักขระ ประกอบด้วยตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์ ที่สำคัญคือ จะต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้คำว่าอะไรเป็นรหัสผ่าน ห้ามใช้รหัสง่ายๆ อย่างชั่วคราวเด็ดขาด



เลือกชุดของซอฟต์แวร์ ( Package Selection )Fedora จะมีตัวเลือกอย่างกว้างๆ ให้ง่ายต่อการติดตั้งคือ Office สำหรับงานเดสทอป Software Development สำหรับงานพัฒนาซอฟต์แวร์ และ Web Server สำหรับงานระบบเครือข่าย แต่อันที่จริงแล้วควรเลือกแพคเกจทีละชุดด้วยตนเองเพื่อให้มีซอฟต์แวร์ครบถ้วนเพียงพอต่อการใช้งานและไม่สิ้นเปลืองเนื้อที่ดิสก์โดยไม่เกิดประโยชน์ (โปรดอ่านการเลือกซอฟต์แวร์แพคเกจ)



ก่อนที่จะเริ่มการติดตั้งจริง โปรแกรมติดตั้งจะรอให้ผู้ติดตั้งยืนยันที่ขั้นตอนนี้ หมายความว่า หากคลิ๊ก Back จะยังสามารถแก้ไขสิ่งต่างๆ ได้ทั้งหมด โดยที่ยังไม่มีผลกระทบใดๆ เกิดขึ้นแต่ถ้าคลิ๊กที่ Next โปรแกรมติดตั้งจะเริ่มจัดการกับฮาร์ดดิสก์และเริ่มติดตั้งโปรแกรมซึ่งจะไม่สามารถขัดขวางการทำงานเหล่านั้นได้




โปรแกรมติดตั้งจะสอบถามว่าต้องการตรวจสอบแผ่นซีดีรอมชุดติดตั้งนี้หรือไม่




หากคลิ๊ก Next ขั้นตอนต่อมาคือการเริ่มจัดการกับฮาร์ดดิสก์โดยแบ่งพาร์ทิชั่น ฟอร์แมต และสำเนาไฟล์ต่างๆ จากซีดีรอมลงสู่ฮาร์ดดิสก์ แล้วร้องขอให้เปลี่ยนแผ่นซีดีรอมถัดไปทีละแผ่นจนกระทั่งครบตามที่ได้เลือกแพคเกจไว้ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลานานมากขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์และจำนวนแพคเกจที่เลือกติดตั้ง




เมื่อสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรมจะแสดงข้อความให้นำแผ่นซีดีรอมหรือแผ่นดิสก์อื่นๆ ออกไป แล้วบูตเครื่องโดยคลิ๊กปุ่ม Reboot

การเซ็ตอัพภายหลังจากติดตั้งสำเร็จแล้ว



จากขั้นตอนการติดตั้ง จะเห็นว่า Fedora ได้ลดจำนวนข้อคำถามต่างๆ ที่ผู้ติดตั้งจะต้องตอบลงเพื่อให้การติดตั้งดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเรียบง่ายที่สุด แต่อย่างไรก็ตามหลังจากการติดตั้งสำเร็จลงและทำการบูตเข้าสู่ระบบเป็นครั้งแรก ( First Boot ) โปรแกรมชื่อ First Boot จะพยายามนำเข้าสู่การแสดงผลแบบกราฟฟิกหรือ X Window System และจะเข้าสู่การตั้งค่าบางอย่างที่จำเป็นต่อระบบ ดังนี้




กำหนดการทำงานของ Firewall เป็นการเปิดให้บริการงานด้านเครือข่ายเฉพาะงานที่กำหนดเท่านั้น




หากผู้ใช้งานยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งาน Firewall ของ Fedora ขอแนะนำให้ Disable ไว้ก่อน




ปิดการทำงานของ SELinux โดยให้เป็น Disable




กำหนดค่าวันเวลาปัจจุบัน



กำหนดค่าความละเอียดของการแสดงผลเป็น 1024x768 และความลึกของสีที่เหมาะสมกับอุปกรณ์แสดงผลที่ใช้อยู่


กำหนดชื่อผู้ใช้งานเครื่องที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมระบบ (Non-Root User) อย่างน้อย 1 ชื่อบัญชี ในการใช้งานปรกติ เช่น การใช้งานแบบเดสทอป ไม่ควรใช้งานโดยใช้ชื่อผู้ใช้ root เนื่องจากเป็นผู้ควบคุมระบบที่มีสิทธิสูงสุด หากมีความผิดพลาดหรือเป็นภัยต่อระบบเกิดขึ้นระหว่างใช้สิทธิของ root จะทำให้ระบบได้รับความเสียหายรุนแรงได้


ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการตั้งค่าและทดสอบการทำงานของ Sound Card ซึ่งในปัจจุบันลีนุกซ์สามารถทำงานได้กับชิปส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี

การจัดแบ่งพาร์ทิชั่นแบบ Custom



โปรแกรมที่ใช้ในการจัดแบ่งพาร์ทิชั่นของ Fedora นี้มีชื่อว่า Disk Druid การเข้าสู่การใช้ Disk Druid ในการจัดแบ่งพาร์ทิชั่นนี้ผู้ติดตั้งจะต้องเลือก ตัวเลือก Create custom layout จากขั้นตอนการติดตั้ง แทนที่จะเลือกเป็น Default Layout ตามปรกติ


ลักษณะของโปรแกรม disk druid นี้จะช่วยให้สามารถสร้าง ( New ) แก้ไข ( Edit ) ลบ ( Delete ) พาร์ทิชั่นในฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการได้จากกรอบด้านล่าง ( ในรูปเป็น /dev/had ) Reset เป็นการยกเลิกให้กลับไปสู่สภาพเดิมก่อนการแก้ไขทั้งหมดRAID และ LVM เป็นการสร้างหรือแก้ไขพาร์ทิชั่น
คลิ๊กที่ปุ่ม New เพื่อเริ่มสร้างพาร์ทิชั่นใหม่




จะได้พาร์ทิชั่น /dev/had ดังรูปผู้ติดตั้งสามารถแก้ไขพาร์ทิชั่นนี้ได้โดยคลิ๊กที่รูป (กรอบบน) หรือที่ชื่ออุปกรณ์ (กรอบล่าง) แล้วคลิ๊กที่ปุ่ม Edit





คลิ๊กที่ปุ่ม เพื่อเริ่มสร้างพาร์ทิชั่นใหม่อีกหนึ่งพาร์ทิชั่นเป็น Swap Partition




ขณะนี้จะมีพาร์ทิชั่นสิ้น 2 พาร์ทิชั่น คือ / และ swap เป็น /dev/hda1 และ /dev/hda2 ตามลำดับ




หลังจากทำการจัดแบ่งพาร์ทิชั่นของดิสก์แล้วโปรแกรมติดตั้งจะให้กำหนดโปรแกรม Boot Loader เป็นลำดับต่อมาซึ่งในปัจจุบันลีนุกซ์ส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรม GRUB เป็นโปรแกรม Boot Loader ซึ่งจะช่วยสร้างเมนูการบูตเข้าสู่ระบบปฏิบัติการให้เอง หากมีระบบปฏิบัติการอื่นเช่น MS Windows ติดตั้งอยู่ด้วยก็จะทำหน้าที่เป็นโปรแกรมช่วยในการบูตให้พร้อมมีเมนูให้เลือกได้

การเลือกแพคเกจด้วยตนเอง (Customized Package Selection)



การเลือกแพคเกจด้วยตนเอง จะเริ่มในขั้นตอนการติดตั้งที่ผู้ติดตั้งจะต้องกำหนดตัวเลือก
"Customize now"




โปรแกรมจะเข้าสู่เมนูตัวเลือกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ประเภทของซอฟต์แวร์ รายชื่อกลุ่มของซอฟต์แวร์แพคเกจ และกรอบแสดงคำอธิบายรายละเอียดของซอฟต์แวร์แพคเกจที่กำลังเลือกอยู่ ซึ่งในแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยแพคเกจย่อยๆ อีกหลายแพคเกจ โดยผู้ติดตั้งสามารถเข้าไปเลือกทีละแพคเกจได้โดยใช้ปุ่ม Optional packages

ประเภท Desktop Environment เป็นสภาพแวดล้อมแบบกราฟฟิกของลีนุกซ์ มี GNOME กับ KDE ปรกติ Fedora จะเลือก GNOME เป็นค่าปริยาย ให้เลือก KDE เพิ่มอีกหนึ่งทางเลือก




ใน Optional packages ควรเพิ่มแพคเกจที่น่าสนใจเข้าไปอีกได้แก่ kdeadmin




ในประเภท Applications ควรเลือกเฉพาะงานที่ต้องการใช้เท่านั้น เช่น ไม่เลือกติดตั้ง Authoring and Publishing ,Engineering and Scientific ,Graphics ,Office/Productivity เป็นต้น




ประเภท Development หรือเครื่องมือพัฒนาโปรแกรม มีส่วนสำคัญต่อการคอมไพล์และติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเข้าสู่ระบบ จึงควรเลือกให้เพียงพอต่อการใช้งาน




ประเภท Servers คือ โปรแกรมบริการในระบบเครือข่ายทั้งหลาย เช่น Database ,Web ,File Serverควรเลือกเฉพาะที่ต้องการใช้งานเท่านั้น เนื่องจากแต่ละเซิร์ฟเวอร์มักจะมีหน้าที่เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น




ส่วน Base System จะเป็นส่วนประกอบหลักของระบบปฏิบัติการที่ประกอบด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่ผู้ควบคุมระบบจำเป็นต้องใช้



ส่วนประเภทสุดท้ายคือ Languages ควรเลือก Thai Support เพื่อให้มีการติดตั้งแพคเกจที่เกี่ยวข้องกับระบบภาษาไทย เช่น รูปแบบอักขระ (Fonts) การเข้ารหัส ( Encoding ) และรูปแบบแป้นพิมพ์ ( Keyboard Layouts )

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

week 1 20/10/2553

คำถามถามทดสอบก่อนเรียน

1. ข้อใดคือความหมายของระบบเครือข่าย
ค. ระบบที่มีการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ 2 ตัวขึ้นไปเพื่อสามารถรับส่งข้อมูลกันได้
2. องค์ประกอบพื้นฐานของระบบเครือข่าย ประกอบด้วย 3 ส่วน คืออะไรบ้าง
ก. ฮาร์ดแวร์ สื่อกลางนำข้อมูล ซอฟต์แวร์
3. ข้อใดไม่ใช่ซอฟต์แวร์สำหรับระบบเครือข่าย
ก. Microsoft Windows Server 2003
4. สาย UTP (Unshielded Twisted-Pair) คืออะไร
ค. สายขนาดเล็ก มี 8 เส้น
5. ใช้สาย UTP (Unshielded Twisted-Pair)
ง. ถูกทั้ง ข. และ ค.
6. Token-Ring
ง. ถูกทุกข้อ
7. ข้อใดคือความหมายของ Baseband
ค. ส่งเป็นสัญญาณแบบดิจิตอล 0 และ 1
8. Broadband คืออะไร
ง. การผสมสัญญาณที่จะส่งเข้ากับสัญญาณอนาล็อก
9. ข้อใดมีความเร็วที่สุด
ง. Fiber Optic
10. FiberOptic ส่งสัญญาณลักษณะใด
ง. ถูกทั้ง ข. และ ค.
11. ข้อใดคือข้อดีของระบบเครือข่ายไร้สาย
ง. ถูกทุกข้อ
12. Wireless Adapter หมายถึงอะไร
ค. ถูกทั้ง ก. และ ข.
13. ข้อใดคือเครือข่ายไร้สายแบบ Client/Server
ง. ถูกทั้ง ก. และ ค.
14. “รีพีตเตอร์” ทำหน้าที่อย่างไร
ข. ทวนสัญญาณ
15. อุปกรณ์ Switch ทำหน้าที่อย่างไร
ง. หาเส้นทางที่ดีที่สุด

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แบบฝึกหัด หน่วยที่2

แบบฝึกหัด หน่วยที่2
คำสั่ง จงบอกชื่อ และหน้าที่ประกอบของหน้าจอโปรแกรม Adobe PageMaker 7.0 ต่างๆ ต่อไปนี้ ให้ถูกต้อง
1.แถบชื่อเรื่อง Title Bar แถบชื่อเรื่อง เป็นแถบที่แสดงชื่อโปรแกรม และแสดงไฟล์ที่กำลังใช้อยู่

2.แถบเมนู Menu Bat เป็นแถบที่อยู่ด้านบน ทำหน้าที่เกี่ยวกับการบอกกลุ่มคำสั่งของเมนู ต่าง ๆ ซึ่ง เมื่อกดเลือก

3.แถบเครื่องมือ Tool Bar เป็นแถบเครื่องมือที่ใช้เรียกผ่านทาง Icon

4.กล่องเครื่องมือ Tool Box เป็นแถบเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานสร้างเอกสารได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

5.พื้นที่กระดาษ Artboard ใช้ในการทำงาน

6.ไม้บรรทัดเเนวตั้ง Vertical Ruler ใช้เลื่อนการทำงานไม้บรรทัดเป็นแนวตั้ง

7.เส้นเเสดงกรอบกระดาษ Guideline Margin ใช้สำหรับการแบ่งบรรทัดหรือหน้ากระดาษ

8.พิ้นที่กระดาษทด Pasyeboard เป็นพื้นที่ว่างในการใช้งาน

9.แผงควบคุม Control Palette ใช้แสดงตำแหน่งใน Pointer Tool

10.แถบเลื่อนเเนวตั้ง Vertical Scroll bar ใช้เลื่อนการทำงานบรรทัดเป็นแนวตั้ง

11.หน้าต้นเเบบ Master Page เป็นการแสดงหน้ากระดาษเป็นแบบสองหน้าคู่

12.หน้ากระดาษ Page lcon เป็นการหน้ากระดาษที่ใช้งานอยู่หรือเพิ่มหรือลบ

13.แถบเลื่อนแนวนอน Horizontal Scroll bar ใช้เลื่อนการทำงานบรรทัดเป็นแนวนอน

แบบฝึกหัดบทที่1

แบบฝึกหัด หน่วยที่ 1 เรื่อง ทำความรู้จักกับสื่อสิ่งพิมพ์
คำสั่ง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ที่สุด

1. สื่อสิ่งพิมพ์หมายถึง

ตอบ
สื่อหรือสิ่งที่ใช้ในการสื่อสารหรือแจ้งรายละเอียด ข่าวสาร เหตุการ์หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการให้ผู้รับสารหรือผู้บริโภคทราบ ซึ่งสื่อดังกล่าวได้มาจากการพิมพ์หรือขบวนการสร้างงานด้วยวิธีการ ขั้นตอน หรือกระบวนการพิมพ์

2. จงบอกประเภทของสื่อสิ่งพิมพ์ที่แบ่งตามระบบการผลิต

ตอบ
2.1สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทออฟเซท หมายถึงสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีวิธีการผลิตอ้วยระบบพิมพ์ออฟเซท หรือการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์หรือแท่นพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่นิยมใช้กันมาก

2.2สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทซิลค์สกรีน หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ์ที่มีการผลิตด้วยขั้นตอนแบบซิลค์สกรีน หรือ หมายถึงการป้ายหรือปาดสีต่าง ๆ ลงบนพื้นผิวของสื่อสิ่งพิมพ์ เช่นกระดาษ แผ่นพลาสติก หรือสติกเกอร์ ซึ่งระบบการพิมพ์แบบซิลค์สกรีนนี้ จะเหมาะกับงานที่ใช้จำนวนไม่มากนั้น เพราะวิธีการปาดสีลงในผิววัสดุนั้นไม่สามารถควบคุมมาตรฐานของงานได้ดีเท่ากับการใช้ระบบออฟเซท

2.3สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทเรียงพิมพ์หรือตีพิมพ์ หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตด้วยวิธีการพิมพ์ในระบบเก่า ซึ่งงานที่ได้จะไม่มีความละเอียดและสวยงามเท่าการใช้ระบบออฟเซท แต่ราคาถูกกว่า ซึ่งงานที่นิยมใช้ระบบเรียงพิมพ์หรือตีพิมพ์นั้น ได้ แก่ การทำใบปลิว พิมพ์ผ้าป่า หรือ เอกสารต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก และลักษณะงานที่ได้จะมีความคล้ายคลังกับการโรเนียว


3.จงบอกประเภทของสื่อสิ่งพิมพ์ที่แบ่งตามลักษณะ

ตอบ
3.1 หนังสือ หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ์ที่มีหลายหน้าเย็บรวมเข้าเป็นเล่ม หรือ เป็นปึกมีปกหุ้มซึ่งอาจจะเป็นปกแข็ง หรือ ปกอ่อนก็ได้ ขนาดของหนังสือไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับการออกแบบ ซึ่งอาจจะมีขนาด 8 หน้ายก หรือ 16 หน้ายก

3.2 วารสารและนิตยสาร หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นระยะติดต่อกันไป มีกำหนดระยะเวลาออกที่แน่นอน เนื้อหาอาจจะเป็นบทความทางวิชาการ สารคดี หรือ บันเทิงคดี

3.3 หนังสือพิมพ์ หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ์ที่ออกเป็นระยะติดต่อกัน มีขนาดใหญ่ จำนวนหลายแผ่น พับได้ส่วน ใหญ่จะออกเป็นรายวัน และเสนอข่าว เป็นรายวัน

3.4 จุลสาร หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ์ที่จัดทำในรูปของหนังสือที่มีความหนาไม่มากนัก มี จำนวนหน้าน้อย มีการเย็บเล่มเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ มีเรื่องราวที่จบสมบรูณ์ในเล่มเดียว

3.5 แผ่นพับ หมายถึง แผ่นกระดาษที่พิมพ์ภาพ ข้อความ และองค์ประกอบอื่น พิมพ์ในกระดาษแผ่นเดียว พับหนึ่งพับสองหรือพับสามก็ได้ เมื่อกางแผ่นที่พับออกจะเป็นกระดาษแผ่นยาว ๆ โดยปกติจะใช้ในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร โฆษณาหรือประกาศ ซึ่งเป็นแบบที่ประหยัดเพราะไม่ต้องเข้าเล่มหรือเย็บเล่ม

3.6 ใบปลิวหรือแผ่นปลิว หมายถึง กระดาษแผ่นเดียวไม่มีรอสยพบ จะพิมพ์หน้าเดียวหรือสองหน้าก็ได้ ขนาดกว้างยาวไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับการออกแบบ

3.7 สิ่งพิมพ์เบ็ดเตล็ด ได้แก่ การ์ด แผ่นโฆษณา แคตาลอก สิ่งพิมพ์เหล่านี้ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในงานต่าง ๆ กัน

4. คอมพิวเตอร์มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการผลิตสื่อส่งพิมพ์

ตอบ เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ใช้ในการเตรียมงานก่อนพิมพ์ เพราะปัจจุบันนิยมทำอาร์ทเวิร์คโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ สวยงาม น่าสนใจและเหมือนจริงมากที่สุด ซึ่งโปรแกรมที่นิยมใช้สำหรับจัดทำอาร์ทเวิร์ค ได้แก่ โปรแกรม Adobe PageMaker

5. จงอธิบายขั้นตอนหรือกระบวนการ ในการผลิต สื่อสิ่งพิมพ์

ตอบ
5.1 การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ หมายถึง การวางโครงร่างหรือรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ต้องการเป็นการสร้างโครงร่างพื้นฐานเพื่อให้เข้าใจลักษณะงานที่ต้องทำ

5.2 การจัดทำอาร์ทเวิร์ค หมายถึง การสร้างสื่อส่งพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์

5.3 การทำฟิล์ม จะเป็นการนำอาร์ทเวิร์คที่ทำเสร็จแล้วไปจัดทำเป็นพิล์ม ซึ่งการทำฟิล์มนั้นจะแตกต่างกันไปตามระบบในการพิมพ์ด้วย

5.4 ขั้นตอนการทำเพลทและบอกซ์ การทำเพลทหรือบอกซ์จะเป็นการสร้างแบบพิมพ์ที่จะ ใข้สำหรับนำไปพิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์ในขั้นตอนต่อไป

5.5 ขั้นตอนการพิมพ์งาน การพิมพ์งานก็คือการนำเพลทหรือบอกซ์ที่ได้ไปทำการพิมพ์หรือสร้างสื่อส่งพิมพ์ตามกระบวนการ เช่น การพิมพ์ออฟเซท การซิลค์สกรีน เป็นต้น

5.6 การตกแต่งและเก็บรูปเล่ม การตกแต่งและเก็บรูปเล่มจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ สำหรับการตกแต่งและการเก็บรูปเล่มนั้นจะหมายถึงการตัดเจียนเนื้องานหรือแผ่นวัสดุให้มีขนาดพอดีกับที่ต้องการ การเข้าเล่ม ในกระณีที่เป็นหนังสือหรือนิตยสาร เป็นต้น

6. อุปกรณ์หลัก ๆ ที่ใช้ในการจัดเตรียม Art work ประกอบด้วยอะไรบ้าง

ตอบ คอมพิวเตอร์ และ Program Adobe PageMaker

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เทคโนโลยีสมัยใหม่

ประวัติของอินเทอร์เน็ต (Internet)

อินเทอร์เน็ต (Internet)
อินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งเริ่มก่อตั้งโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา
โดยสายส่งสัญญาณเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ภารกิจหลักเพื่อใช้ในงานวิจัยทางทหาร
โดยใช้ชื่อว่า "อาร์ปา" (ARPA : Advanced Research Project Agency)


ปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พา ประสบความสำเร็จ ก็ได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจาก
อาร์ปา มาเป็นดาร์พา (Defence Communication Agency) ในปี 2526 อาร์ปาเน็ตได้แบ่งเป็น 2 เครือข่าย ด้านงานวิจัยใช้ชื่อว่าอาร์ปาเน็ตเหมือนเดิม ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ มิลเน็ต (MILNET: Military Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้โปรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เป็นครั้งแรก

ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติอเมริกา (NSF) ได้ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์
คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNET และพอมาถึงในปี 2533 อาร์ปาเนตไม่สามารถ ที่จะรองรับ ภาระที่
เป็นหลัก (Backbone) ของระบบได้ อาร์ปาเน็ตจึงได้ยุติลง และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายอื่นๆ แทน
มาจนเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ โดยเรียกเครือข่ายว่า อินเทอร์เน็ต โดยเครือข่ายส่วนใหญ่
่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อย มากมายทั่วโลก


อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยการเชื่อมต่อมินิคอมพิวเตอร์ของ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศ
ออสเตรเลีย แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการเชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้าและไม่เป็นการถาวร
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ทำการเชื่อมต่อ
คอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, สถาบันเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC),
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าด้วยกันเรียกว่า "เครือข่ายไทยสาร"


เครือข่ายไทยสารเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการเข้ามาเชื่อมต่อกับ
เครือข่ายนี้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าอินเทอร์เน็ตในประเทศขณะนั้นยังจำกัดอยู่ในวงการศึกษา และการวิจัย
เท่านั้น ไม่ได้เป็นเครือข่ายที่ให้บริการในรูปของธุรกิจ แต่ทางสถาบันนั้น ๆ จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง


ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 ความต้องการในการใช้อินเทอร์เน็ตจากภาคเอกชนมีมากขึ้น การสื่อสาร
แห่งประเทศไทย (กสท) จึงได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชน เปิดบริการอินเทอร์เน็ต ให้แก่บุคล ผู้สนใจทั่วไปได้สมัคร
เป็นสมาชิก ตั้งขึ้นในรูปแบบของบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ เรียกว่า "ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต"
หรือ ISP (Internet Service Provider)



อินเทอร์เน็ต (Internet)

อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เป็นเครื่องมือในการประกอบธุรกิจ แม้กระทั่ง
กลายเป็นสื่อที่จำเป็นของภาครัฐในการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ข้อมูล ข่าวสาร ออกไป สู่สังคมภายนอกให้ได้ทราบ
นี่คือสภาพแห่งความเป็นจริงของสังคมโลกที่ไม่สามารถจะปฏิเสธได้

หากจะกล่าวถึงอินเทอร์เน็ต ก็คงจะต้องกล่าวถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Network) ควบคู่กันไป
ด้วยเหตุที่เครือข่ายคอมพิวเตอร์จะรวมเอาเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องเชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านทางระบบ
การสื่อสาร (communications) เช่น ทางสายเคเบิล สายโทรศัพท์ โมเด็ม และ ดาวเทียม เป็นต้น

เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดของโลก เราเรียกว่า "อินเทอร์เน็ต" (internet) ซึ่งรวมเอาเครือข่าย
ต่างๆ จำนวนมหาศาลที่มีอยู่ทั่วโลกมาเชื่อมต่อ (links) เข้าเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยแต่ละเครือข่ายจะจัดกลุ่ม
ของข้อมูลกันเองเพื่อสะดวกต่อการที่จะเข้าไปสืบค้นข้อมูลได้ อย่างสะดวก รวดเร็ว

ระบบเครือข่ายจำนวนมากรวมเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งมักนิยมเรียนสั้นๆ ว่า "เน็ต" (Net)
อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อสาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิบริโภคอย่างเท่าเทียมกันไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ โดยแต่ละองค์กร หรือ
หน่วยงานก็จะรับผิดชอบดูแลในส่วนของตนที่เกี่ยวข้อง มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลกที่เข้ามา
เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและใช้บริการด้วยเหตุผลและความต้องการที่ต่างๆ กันซึ่งพอที่จะสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ คือ

เพื่อค้นคว้าหาข้อมูล ข่าวสาร งานวิจัย และ เพื่อการศึกษา
เพื่อจัดการเกี่ยวกับธุรกิจ การเงิน การซื้อขายสินค้า
เพื่อความบันเทิง ท่องเที่ยว
เพื่อหาซื้อสินค้า และบริการต่าง ๆ
เพื่อพบปะสังสรรค์กับบุคคลอื่น
เพื่อเข้าสู่ระบบเครือข่ายอื่นๆ และแลกเปลี่ยนข้อมูล
รับส่งจดหมาย เอกสาร ข้อความ
บริการบนอินเทอร์เน็ตมีหลายอย่างด้วยกัน เช่น

เวิลด์ ไวด์ เว็บ WWW
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)
FTP
Telnet
UseNet Newsgroups
Chat


เวิลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web)

เป็นบริการหนึ่งที่อยู่บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การพัฒนาของเครือข่าย
ใยแมงมุม ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีด้านมัลติมีเดีย
ทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทวีความมหัศจรรย์ให้กับการศึกษาในโลกไร้พรมแดน และกลายเป็นแหล่งทรัพยากร
ของกระบวนการเรียนการสอนที่สนองต่อกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดียิ่ง

เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้มีผู้สนใจใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่มากนัก เนื่องจากการใช้บริการ อินเทอร์เน็ต
ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข่าวสารข้อมูล การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การสำเนา แฟ้มข้อมูล ฯลฯ จะอยู่ในรูปแบบ
ของตัวอักษร (Text Mode)เท่านั้น ไม่มีการแสดงที่เป็นรูปภาพ เสียง ภาพยนตร์ และไม่มีอักษรแบบต่าง ๆ ปรากฎ
ให้เห็นแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ใช้จะต้องเรียนรู้การใช้คำสั่งคอมพิวเตอร์มากมาย เช่น ต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้น
ของยูนิกซ์ (UNIX) เนื่องจากเมื่อจะมีการเรียกใช้งานอินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ จะอยู่ภายใต้ระบบ
ปฏิบัติการยูนิกซ์ ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์ เพื่อทำการป้อนคำสั่งที่เป็นตัวอักษรด้วยตัวเอง


จนกระทั่งมีบริการที่เรียกว่า World Wide Web (WWW) หรือ เครือข่ายใยแมงมุมเกิดขึ้นทำให้
ความนิยมการใช้อินเทอร์เน็ตสูงขึ้น เนื่องจาก WWW เป็นบริการหนึ่งที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก
ผู้ใช้ไม่ต้องจำคำสั่งของยูนิกซ์อีกต่อไป การอ่านและค้นหาข้อมูลสามารถกระทำได้เพียงแต่กดปุ่มเมาส์เพียงอย่างเดียว
เท่านั้น

การที่จะใช้บริการ WWW ได้นั้นจำเป็นจะต้อง มีส่วนประกอบ 2 ส่วน ดังนี้


1. แหล่งข้อมูล หรือเว็บไซต์ (Web Site)
2. โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)


แหล่งข้อมูล หรือ เว็บไซต์
คือระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นแหล่งเก็บเว็บเพจ ที่ผู้ใช้บริการสามารถเรียกดูเว็บเพจที่ เก็บอยู่ใน
เว็บไซต์นั้นได้ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บไซต์อาจจะใช้ระบบปฏิบัติ
เว็บเพจเป็นเอกสารแบบไฮเปอร์เท็ก (Hypertext document) เก็บอยู่ที่เว็บไซต์ต่าง ๆ
ในรูปของแฟ้ม ข้อมูลที่มักจะสร้างขึ้นด้การ ยูนิกซ์ (UNIX) หรือ
วินโดวส์เอนที (Windows NT) ก็ได้ ผู้เป็นเจ้าขอเว็บไซต์จะจัดสร้างเว็บเพจ ของตนเก็บไว้ที่เว็บไซต์เพื่อให้
ผู้ใช้คนอื่นทั่วโลก สามารถเข้ามาดูเว็บเพจที่เก็บไว้ในเว็บไซต์นั้นได้ เช่นเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
จะเก็บอยู่ที่เว็บไซต์ http://ww.swu.ac.th เขียนด้วยภาษา HTML (Hypertext Markup Language)
โดยมีนามสกุลเป็น htm หรือ html

โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)
เป็นโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ ในการเข้าสู่ WWW และเปิดดูเว็บเพจ ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลนั้น
ขึ้นมาแสดง ได้โดยใช้โปรแกรม ประเภท Web Browser เช่น Netscape หรือ Internet Explorer
เว็บเพจที่เป็นหน้าแรก ของเว็บเพจ นิยมเรียกกันว่า "โฮมเพจ" (Home Page)


การเข้าถึงเว็บเพจใดๆ นั้นผู้ใช้จะต้องทราบตำแหน่งที่อยู่ของเพจนั้น ๆ บนเว็บเสียก่อน
ตำแหน่งที่อยู่ เหล่านี้ เรียกว่า URL (Uniform Resource Locators) ตัวอย่างของ URL ได้แก่

http://www.swu.ac.th URL ที่เป็นโฮมเพจของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

http://www.tv5.co.th URL ที่เป็นโฮมเพจของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง5

http://www.nectec.or.th URL ที่เป็นโฮมเพจของ NECTEC

http://www.yahoo.com URL ที่เป็นโฮมเพจของ Yahoo

http://www.srithai.com URL ที่เป็นโฮมเพจของ Srithai

http://www.geocities.com/TheTropics/Paradise/2703 URL โฮมเพจฟรีของ Geocities



ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)


E-mail เป็นบริการในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สำคัญที่มีผู้นิยมใช้บริการกันมากที่สุด
สามารถส่งตัวอักษร ข้อความ แฟ้มข้อมูล ภาพ เสียง ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้รับ อาจจะเป็นคนเดียว
หรือกลุ่มคนโดยทั้งที่ผู้ส่งและผู้รับเป็นผู้ใช้ที่อยู่ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เดียวกัน ช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสาร
ระหว่างกันได้ทั่วโลก มีความสะดวก รวดเร็ว และสามารถสื่อสารถึงกันได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้รับ
จะอยู่ที่ไหน จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่หรือไม่ เพราะไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จะเก็บข้อความเหล่านั้นไว้

เมื่อผู้รับเข้าสู่ระบบเครือข่าย ก็จะเห็นข้อความนั้นรออยู่แล้วความสะดวกเหล่านี้ ทำให้นักวิชาการ
สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารถึงกันและกัน นักศึกษาสามารถปรึกษา หรือฝึกฝนทักษะกับอาจารย์ หรือ เพื่อน
นักศึกษาด้วยกันเอง โดยไม่ต้องคำนึงถึงเวลา และระยะทาง โดยผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ไม่ว่าจะอยู่ตรงส่วนใด
ของมุมโลก

ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อประเภทหนึ่งที่เหมาะสมในการเรียนรู้ และช่วยขจัด ปัญหาในเรื่อง
ของเวลา และระยะทาง ผู้เรียนจะรู้สึกอิสระและกล้าแสดงออกมากกว่าปกติ ตลอดจนสามารถเข้าถึงผู้เรียนเป็นราย
บุคคลได้เป็นอย่างดี ในยุคสารสนเทศดังเช่นปัจจุบัน ระบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะมีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนา
สังคมให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้อย่างรวดเร็ว ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นรูปแบบการสื่อสารที่ทันสมัยรูปแบบหนึ่ง
จากความสำคัญของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถอำนวยประโยชน์ให้กับผู้ใช้อย่างคุ้มค่านี้
ทำให้ในปัจจุบันไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานทุกแห่งทั่วโลก และในที่สุดเมื่อ
ทุกบ้านมีคอมพิวเตอร์ใช้ สมาชิกในชุมชนโลกก็จะสามารถติดต่อกันผ่านทางคอมพิวเตอร์ การทำงานตามสำนักงาน
หรือสถานที่ต่างๆ จะถูกเปลี่ยนไปสู่การทำงานที่บ้านมากขึ้นโดยการรับส่งงานทางคอมพิวเตอร์



การถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล (File Transfer Protocol : FTP)


ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การถ่ายโอนข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ กับเครี่องคอมพิวเตอร์
กระทำได้โดยง่าย ไม่ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งสองนี้จะอยู่ห่างกัน เพียงใดก็ตาม เพียงแต่ผู้ใช้ใช้คำสั่งในการ ถ่ายโอน
ข้อมูลในเครือข่าย (FTP) ก็สามารถ คัดลอกแฟ้มที่ต้องการได้ การโอนย้ายแฟ้มข้อมูลที่มักจะพบบ่อย ๆ แบ่งออกเป็น
2 ประเภท คือ การโอนย้ายจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์มายังคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (Download) และการ โอนย้ายแฟ้ม
ข้อมูล จากคอมพิวเตอร์ของเราไปยังคอมพิวเตอร์หลักในระบบเครือข่าย (Upload) ได้ทั่วโลก



เทลเน็ต (Telnet)

เป็นบริการในการเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการสั่งงานที่เครื่องของ
ผู้ใช้เอง เป็นการควบคุมการทำงานและการบังคับในระยะไกล การเรียกใช้บริการเทลเน็ตนั้นผู้ใช้ จะต้องระบุที่อยู่ของ
โฮสต์หรือเซิร์ฟเวอร์ที่จะเข้าไปใช้เสียก่อน เช่น การเข้าไปใช้บริการ Telnet ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เราก็จะต้องระบุที่อยู่ ของโฮสต์ www.swu.ac.th เสียก่อน และที่สำคัญคือผู้ใช้จะต้องมีบัญชีชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน
ของโฮสต์นั้นๆ มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถเข้าไปใช้งานได้




บอร์ดข่าวสารบนอินเทอร์เน็ต (Usenet Newsgroup)

Usenet เป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากอีกบริการหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับการใช้อีเมล์ แต่แทนที่จะส่ง
จดหมายไปหาผู้รับโดยตรงอย่างอีเมล์ ก็จะเปลี่ยนเป็นการส่งข่าวไปยังศูนย์ที่เรียกว่า กลุ่มข่าว (Newsgroup)
ซึ่งอาจเปรียบกลุ่มข่าว ได้กับบอร์ดข่าวสารที่ใช้ติดประกาศให้ผู้สนใจได้รับทราบ




การสนทนาผ่านเครือข่าย (Chat)

Chat เป็นการประชุมหรือสนทนาผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เรียกย่อ ๆ ว่า IRC
(Internet Relay Chat) มีลักษณะคล้าย ๆ กับการทอล์ค (Talk) ซึ่งสามารถคุยเป็นการส่วนตัว หรือเป็นกลุ่มก็ได้
โดยใช้การพิมพ์ข้อความโต้ตอบกันแบบทันทีทันใด ข้อความนั้นจะไปปรากฎบนจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ที่
ติดต่อด้วยในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อผู้รับอ่านข้อความนั้นแล้ว ก็สามารถพิมพ์ข้อความตอบกลับได้ในทันที ซึ่งในวงการการศึกษา
สามารถนำมาใช้เพื่อการเรียนการสอนทางไกลได้ เราสามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นได้ทั่วโลกโดยการพิมพ์
ข้อความถึงกัน การสนทนาลักษณะนี้เราเรียกว่า chatting ทำให้ผู้คนได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และ
ประสบการณ์ได้อย่างสะดวก ประหยัด ค่าใช้จ่าย เพราะลักษณะของการติดต่อสื่อสารจะไม่ต้องเสียค่าบริการ
แบบโทรศัพท์ทางไกล



การเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์
เข้าสู่ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet)

ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตหลายคนอาจเข้าสู่อินเทอร์เน็ตโดยผ่านทางระบบเครือข่ายของสำนักงาน บริษัท
หรือสถานศึกษาของตน ซึ่งตามปกติแล้วหากเป็นหน่วยงานหรือสำนักงานใหญ่ๆ จะต่อคอมพิวเตอร์เป็นระบบภายใน
องค์กร (LAN) ซึ่งมักจะเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ (ISP) ผ่านสายนำสัญญาณความเร็วสูง (High-Speed Leased
Line) แทนที่จะเชื่อมต่อผ่านโมเด็ม (Modem) แต่ถ้าหากว่าคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ในวง LAN ที่ไม่โตมากนักก็อาจ
ใช้เชื่อมต่อผ่านโมเด็มก็ได้ เพราะจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อระบบ แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องความเร็ว
ในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ตบ้างเล็กน้อย




การเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตผ่านทางผู้ให้บริการ

ผู้ให้บริการเชื่อมต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ต เรียกว่า ISP (Internet Service Provider)
หรือที่เรียกกันว่า ไอเอสพี จะเป็นองค์กรที่ทำการติดตั้งและดูแลเครื่องให้บริการ (Server) ที่ต่อตรงเข้ากับระบบ
อินเทอร์เน็ต ซึ่งอนุญาตให้ผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกขององค์กรนำระบบของตนเองเข้าไปเชื่อมต่อได้ ดังนั้น ISP ก็เปรียบ
เสมือนช่องทางผ่านเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งหลังจากที่เราเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตได้แล้ว เราก็สามารถเข้า
ไปยัง ส่วนใด ๆ ก็ได้ในระบบอินเทอร์เน็ต


การเชื่อมต่อผ่านทาง ISP ยังแบ่งลักษณะการเชื่อมต่อออกเป็น 2 ประเภทตามความต้องการ
ใช้งานดังนี้

1. การเชื่อมต่อแบบองค์กร
เป็นองค์กรที่มีการจัดตั้งระบบเครือข่ายใช้งานภายในองค์กรอยู่แล้ว จะสามารถนำเครื่องแม่ข่าย
(Server) ของเครือข่ายนั้นเข้าเชื่อมต่อกับ ISP เพื่อเชื่อมโยง เข้าสู่ระบบ อินเทอร์เน็ตได้เลย


2. การเชื่อมต่อส่วนบุคคล
เป็นการเชื่อมต่อของบุคคลธรรมดาทั่วไปซึ่งสามารถ่ขอเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตได้โดยใช้
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ อาจจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน เชื่อมต่อผ่านทางสายโทรศัพท์ ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า
โมเดม (Modem) ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก เรามักเรียกการเชื่อมต่อแบบนี้ว่า การเชื่อมต่อแบบ Dial-Up
โดยผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิกของ ISP เพื่อขอเชื่อมต่อผ่านทาง SLIP หรือ PPP account



TCP/IP : ภาษาหลักในอินเทอร์เน็ต

ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากทั่วโลก แต่ละคนก็ใช้คอมพิวเตอร์ต่างแบบต่างรุ่นกัน ดังนั้น
การสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องอาศัยภาษากลางที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้ากันกันได้ ซึ่งภาษากลางนี้
มีชื่อทางเทคนิคว่า "โปรโตคอล" (Protocol) สำหรับโปรโตคอลเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต
มีชื่อเรียกว่า TCP/IP ซึ่งได้แพร่หลายไปทั่วโลกพร้อมๆ กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเป็นโปรโตคอลที่กำลังได้รับ
ความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน


หลักการทำงานของโปรโตคอล TCP/IP จะแบ่งข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ส่งไปยังเครื่องอื่นเป็น
ส่วนย่อยๆ ( เรียกว่า แพ็คเก็ต : packet ) และส่งไปตามเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยการกระจายแพ็กเก็ต
เหล่านั้นไปหลายทาง โดยในแต่ละเส้นทางจะไปรวมกันที่จุดปลายทาง และถูกนำมารวมกันเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์
อีกครั้งหนึ่ง

รูปแบบการทำงานของโปรโตคอล TCP/IP ที่มีการแบ่งข้อมูลและจัดส่งเป็นส่วนย่อย จะสามารถ
ช่วยป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นสในการติดต่อสื่อสารได้ เพราะถ้าข้อมูลสูญหายก็จะเกิดเป็นเพียงบางส่วน
เท่านั้นมิใช่หายไปทั้งหมด ซึ่งคอมพิวเตอร์ปลายทางสามารถตรวจหาข้อมูลที่สูญหายได้ และติดต่อให้คอมพิวเตอร์
ต้นทางส่งเพียงเฉพาะข้อมูลที่หายไปมาใหม่ได้ โปรโตคอล TCP/IP ถูกคิดค้นโดยรัฐบาลสหรัฐ และถูกนำมาใช้กับ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพี่อป้องกัน ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ในกรณีที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ใหญ่ในรัฐใดรัฐหนึ่ง
ถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย เครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนที่เหลือก็ยังสามารถติดต่อถึงกันได้อยู่ เพราะข้อมูลจะ
ถูกโอนย้ายไปตามเส้นทางอื่นในเครือข่ายแทน



SLIP/PPP : ช่วยสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์

ในการส่งข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ตนั้น จำเป็นต้องส่งผ่านทั้งในระบบสายสัญญาณ 6 สาย ในระบบ
LAN และระบบสายโทรศัพท์ประกอบกัน ดังนั้นเพื่อให้การสื่อสารเป็นไปได้อย่างราบรื่น จึงต้องมีโปรโตคอล เพิ่มขึ้น
อีก ซึ่งได้แก่ โปรโตคอล SLIP (Serial Line Internet Protocol) และ PPP (Point-to-Point Protocol)
ซึ่งทำงานบน TCP/IP อีกทีหนึ่ง



SLIP

โปรโตคอล SLIP ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ TCP/IP สามารถสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์เพื่อส่งผ่านข้อมูล
ระหว่างระบบแลน (LAN) กับระบบแวน (WAN) ได้ซึ่งก็ได้รับความนิยม และเป็นที่ใช้ กันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะ
ในระบบ UNIX ได้นำโปรโตคอลนี้ติดตั้งไว้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ นั่นหมายความว่าทุกเครื่องที่ใช้ระบบ UNIX
จะมีโปรโตคอล SLIP อยู่ในตัวและสามารถใช้งานได้ทันที



PPP

เนื่องจากปรากฎว่าโปรโตคอล SLIP เกิดมีปัญหาไม่เข้ากันกับโปรโตคอลบางตัวที่ระบบแลน (LAN)
นั้นใช้อยู่เดิมจึงได้มีการพัฒนาโปรโตคอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ PPP เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ดังนั้น PPP จึงเป็นโปรโตคอล
ที่สามารถใช้ร่วมกับโปรโตคอลอื่นๆ ได้ดี อีกทั้งยังเพิ่ม ระบบการตรวจสอบข้อมูล การรักษาความปลอดภัย และการ
บีบอัดข้อมูลซึ่งทำงานได้ดีกว่า SLIP และก็คงถูกใช้เป็นมาตรฐานต่อไป




IP address : ระบุที่อยู่ของเครื่องคอมพิวเตอร์

เราอาจสงสัยเกี่ยวกับการทำงานของอินเทอร์เน็ตว่า รู้จักที่อยู่ของคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆได้อย่างไร?
ลักษณะก็จะเหมือนกับเมื่อเราต้องการหาบ้านหลังหนึ่งในเมือง ขนาดใหญ่ไห้พบ เราต้องทราบข้อมูล เช่น บ้านเลขที่
ถนน ตำบล เป็นต้น ในอินเทอร์เน็ต ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราต้องการสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เราก็จะต้องการ
ที่อยู่ของ เครื่องนั้นๆ บนอินเเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า ไอพี แอดเดรส (IP address)
IP address เป็นหมายเลขประจำตัวเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ซึ่งไม่ซ้ำกับเครื่องอื่นในโลก
โดยประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุดต่อกัน โดยมีจุด (.) เป็นสัญลักษณ์ แบ่งตัวเลขเป็นชุด ซึ่งแต่ละชุดจะมีค่าได้
ตั้งแต่ 0 ถึง 255

ตัวอย่าง : IP address 208.49.20.16

เนื่องจาก IP address เป็นหมายเลขที่ไม่ซ้ำกัน จึงได้เกิดหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแล เรื่องการจัดสรร
IP address โดยตรง หน่วยงานนี้มีชื่อว่า interNIC (Internet Network Information Center) สำหรับผู้ใช้
อินเทอร์เน็ตทั่วๆไปจะได้รับ IP address จากผู้ให้บริการ อินเทอร์เน็ต (ISP : Internet Service Provider)
ซึ่งได้ทำการขอ IP address เตรียมไว้ ล่วงหน้าแล้ว


Domain Name : อินเทอร์เน็ตแอตเดรส

ถึงแม้การทำงานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะใช้ IP address แต่เนื่องจากเป็นชุดตัวเลขที่จดจำ
ได้ยาก ดังนั้นเพื่อแก้ปัญาหาดังกล่าง จึงได้มีการนำอินเทอร์เน็ตแอดเดรส หรือ โดเมนเนมมาใช้ กล่าวคือการนำ
ตัวอักษรที่จำได้ง่ายมาใช้แทน IP address อินเทอร์เน็ตแอตเดรสจะไม่ซ้ำกันและเพื่อสะดวกในการจดจำชื่อโดเมน
ดังนั้นโดเมนเนม มักนิยมตั้งให้สอดคล้องกับชื่อของบริษัท หรือชื่อองค์กรผู้เป็นเจ้าของเหล่านี้เป็นต้น


208.49.20.16 < ---------------> www.srithai.com

(IP Address) (โดเมนเนม)

แม้ว่าเราใช้โดเมนเนม แต่เนื่องจากรูปแบบการสื่อสารข้อมูลในอินเทอร์เน็ตใช้ IP address จึงต้อง
มีการแปลงโดเมนเนมกลับไปเป็น IP address โดยจะมีการจัดตั้ง คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะที่มีชื่อ
เรียกว่า DNS Serve

www.srithai.com -----> DNS Server -----> 208.49.20.16




ผู้ให้บริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet Service Providers)

ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตจะถูกส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และระบบการสื่อสารซึ่งในแต่ละพื้นที่
หรือแต่ละประเทศซึ่งจะต้องรับผิดชอบกันเอง เพื่อเชื่อมต่อกับระบบใหญ่ของโลกให้ได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ
Internet Service Providers (ISP) ซึ่งได้แก่ องค์กรที่ทำหน้าที่ให้บริการเชื่อมต่อสายสัญญาณจากแหล่ง
ต่างๆ ของผู้ใช้บริการ เช่น จากที่บ้าน สำนักงาน สถานบริการ และแหล่งอื่นๆ เพื่อเชื่อมต่อกับระบบใหญ่ออกไป
นอกประเทศได้ ผู้ให้บริการ (ISP) ในประเทศ มีหลายที่ เช่น KSC, Loxinfo, Samart และอีกหลายๆ แห่งที่เปิดให้บริการ




การรักษาความปลอดภัยระบบเครือข่าย

ในระบบเครือข่ายนั้นจะมีผู้ร่วมใช้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีทั้งผู้ที่ประสงค์ดีและประสงค์ร้ายควบคู่
กันไป สิ่งที่พบเห็นกันบ่อยๆ ในระบบเครือข่ายก็คืออาชญากรรมทางด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายประเภทด้วยกัน
เช่น พวกที่คอยดักจับสัญญาณผู้อื่นโดยการใช้เครื่องมือพิเศษจั๊มสายเคเบิลแล้วแอบบันทึกสัญญาณ พวกแคร๊กเกอร์
(Crackers) ซึ่งได้แก่ ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์แต่มีนิสัยชอบเข้าไปเจาะระบบคอมพิวเตอร์ผ่าน
เครือข่าย หรือไวรัสคอมพิวเตอร์ (Virus Computer) ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นมาโดยมุ่งหวัง
ในการก่อกวน หรือทำลายข้อมูลในระบบ

การรักษาความปลอดภัยในระบบเครือข่ายมีวิธีการกระทำได้หลายวิธี คือ

1. ควรระมัดระวังในการใช้งาน การติดไวรัสมักเกิดจากผู้ใช้ไปใช้แผ่นดิสก์ร่วมกับผู้อื่น แล้วแผ่นนั้นติดไวรัสมา
หรืออาจติดไวรัสจากการดาวน์โหลดไฟล์มาจากอินเทอร์เน็ต

2. หมั่นสำเนาข้อมูลอยู่เสมอ การป้องกันการสูญหายและถูกทำลายของข้อมูลที่ดีก็คือ การหมั่นสำเนา
ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

3. ติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบและกำจัดไวรัส วิธีการนี้ สามารตรวจสอบ และป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ได้
ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่เป็นการป้องกันได้ทั้งหมด เพราะว่าไวรัสคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

4. การติดตั้งไฟร์วอลล์ (Firewall) ไฟร์วอลล์จะทำหน้าที่ป้องกันบุคคลอื่นบุกรุกเข้ามาเจาะเครือข่ายในองค์กร
เพื่อขโมยหรือทำลายข้อมูล เป็นระยะที่ทำหน้าที่ป้องกันข้อมูลของเครือข่าย โดยการควบคุมและตรวจสอบการรับส่ง
ข้อมูลระหว่างเครือข่ายภายในกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

5. การใช้รหัสผ่าน (Username & Password) การใช้รหัสผ่านเป็นระบบรักษาความปลอดภัยขั้นแรก
ที่ใช้กันมากที่สุด เมื่อมีการติดตั้งระบบเครือข่ายจะต้องมีการกำหนดบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่าน หากเป็นผู้อื่นที่
ไม่ทราบรหัสผ่านก็ไม่สามารถเข้าไปใช้เครือข่ายได้ หากเป็นระบบที่ต้องการความปลอดภัยสูงก็ควรมีการเปลี่ยน
รหัสผ่านบ่อย ๆ เป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง



จรรยาบรรณสำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เป็นระบบออนไลน์ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้ ในเครือข่ายย่อมมีผู้ประพฤติไม่ดีปะปนอยู่ซึ่งก่อให้เกิด
ปัญหาต่อส่วนรวมอยู่เสมอ
แต่ละเครือข่ายจึงได้ออกกฏเกณฑ์การใช้งานภายในเครือข่าย เพื่อให้สมาชิกในเครือข่ายของตน
ยึดถือและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ จะช่วยให้สมาชิกโดยส่วนรวมได้รับประโยชน์สูงสุด และป้องกันปัญหาที่เกิด
จากผู้ใช้บางคนได้ ดังนั้นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนจะต้องเข้าใจกฏเกณฑ์ ข้อบังคับของเครือข่ายที่ตนเองเป็นสมาชิก
จะต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้ร่วมใช้บริการคนอื่น และจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองที่เข้าไป
ขอใช้บริการต่างๆ บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์


การใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ จะทำให้สังคมอินเทอร์เน็ตเป็นสังคมที่
น่าใช้และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ผู้ใช้จะต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ควรปฏิบัติ เช่น การส่งกระจายข่าวลือ
จำนวนมากบนเครือข่าย การกระจายข่าวแบบส่งกระจายไปยังปลายทางจำนวนมาก การส่งเอกสารจดหมายลูกโซ่
เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จะเป็นผลเสียต่อส่วนรวม และไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อสังคมอินเทอร์เน็ต



บัญญัติ 10 ประการ สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

ยืน ภู่วรวรรณ ได้กล่าวถึงบัญญัติ 10 ประการ ซึ่งเป็นจรรยาบรรณที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยึดถือไว้
เสมือนเป็นแม่บทของการปฏิบัติ ผู้ใช้พึงระลึกและเตือนความจำเสมอ

1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้าย หรือละเมิดผู้อื่น
2. ต้องไม่รบกวนการทำงานของผู้อื่น
3. ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่น
4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
6. ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์
7. ต้องไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
8. ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
9. ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันติดตามมาจากการกระทำของท่าน
10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฏระเบียบ กติกา และมีมารยาท


จรรยาบรรณเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมอินเทอร์เน็ตเป็นระเบียบ ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นเรื่องที่จะต้อง
ปลูกฝังกฏเกณฑ์ของแต่ละเครือข่าย จะต้องมีการวางระเบียบ เพื่อให้การดำเนินงาน เป็นไปอย่างมีระบบ และเอื้อ
ประโยชน์ซึ่งกันและกัน บางเครือข่ายมีบทลงโทษที่ชัดเจน เช่น การปฏิบัติผิดกฏเกณฑ์ของเครือข่าย จะต้องตัดสิทธิ์
การเป็นผู้ใช้ของเครือข่าย ในอนาคตจะมี การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมาก จรรยาบรรณจึงเป็นสิ่งที่ช่วย
ให้สังคมอินเทอร์เน็ต สงบสุข หากมีการละเมิดอย่างรุนแรง กฎหมายจะเข้ามามีบทบาทต่อไป




จรรยาบรรณเกี่ยวกับเวิล์ดไวด์เว็บ (WWW)

1. ไม่ควรใส่รูปภาพที่มีขนาดใหญ่ไว้ในเว็บเพจของท่าน เพราะทำให้ผู้ที่เรียกดูต้องเสียเวลามาก ในการแสดงภาพ
เหล่านั้น ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนมากเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยโมเด็ม ทำให้ผู้เรียกดูรูปภาพขนาดใหญ่เบื่อเกิน
กว่าที่จะรอชมรูปภาพนั้นได้

2. เมื่อเว็บเพจของท่านต้องการสร้าง link ไปยังเว็บเพจของผู้อื่น ท่านควรแจ้งให้เจ้าของเว็บเพจ นั้นทราบ
ท่านสามารถแจ้งได้ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

3. ถ้ามีวิดีโอหรือเสียงบนเว็บเพจ ท่านควรระบุขนาดของไฟล์วิดีโอหรือไฟล์เสียงไว้ด้วย (เช่น 10 KB, 2 MB เป็นต้น)
เพื่อให้ผู้เรียกดูสามารถคำนวนเวลา ที่จะใช้ในการดาวน์โหลด ไฟล์วิดีโอ หรือไฟล์เสียงนั้น


4. ควรตั้งชื่อ URL ให้ง่าย ไม่ควรมีตัวอักษรตัวใหญ่ปนกับตัวอักษรตัวเล็ก ซึ่งจำได้ยาก

5. ถ้าต้องการเรียกดูข้อมูลจาก URL ที่ไม่ทราบแน่ชัด ท่านสามารถเริ่มค้นหาจาก Domain address ได้
โดยปกติ URL มักจะเริ่มต้นด้วย www แล้วตามด้วยที่อยู่ของเว็บไซต์

6. ถ้าเว็บไซด์มี link เชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่นๆ ด้วยรูปภาพ อาจทำให้ผู้เรียกดูที่ใช้โปรแกรมบราวเซอร์ที่
ไม่สนับสนุนรูปภาพ ไม่สามารถเรียกชมเว็บไซต์ของท่านได้ ท่านควรเพิ่ม link ที่เป็นตัวหนังสือเพื่อเชื่อมโยง
ไปยังเว็บเพจอื่นๆ ด้วย

7. ไม่ควรใส่รูปภาพที่ไม่มีความสำคัญต่อข้อมูลบนเว็บเพจ เนื่องจากไฟล์ของรูปภาพมีขนาดใหญ่ ทำให้เสียเวลา
ในการเรียกดูและสิ้นเปลือง bandwidth โดยไม่จำเป็น

8. ควรป้องกันลิขสิทธิ์ของเว็บไซต์ด้วยการใส่เครื่องหมาย trademark (TM) หรือเครื่องหมาย Copyright
ไว้ในเว็บเพจแต่ละหน้าด้วย

9. ควรใส่ Email address ของท่านไว้ด้านล่างของเว็บเพจแต่ละหน้า เพื่อให้ผู้เรียกชมสามารถสอบถามเพิ่มเติม
หรือติดต่อท่านได้

10. ท่านควรใส่ URL ของเว็บไซต์ไว้ด้านล่างของเว็บเพจแต่ละหน้าด้วย เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงในอนาคตสำหรับ
ผู้ที่สั่งพิมพ์เว็บเพจนั้น

11. ควรใส่วันที่ของการแก้ไขข้อมูลบนเว็บไซต์ครั้งสุดท้ายไว้ด้วย เพื่อให้ผู้เรียกชมทราบว่าข้อมูลที่ได้รับนั้น
มีความทันสมัยเพียงใด

12. ห้ามไม่ให้เว็บไซด์มีเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ มีเนื้อหาที่ตีความไปในทางลามกอนาจาร หรือการใช้ความ รุนแรง
เนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมาย ผู้จัดทำเว็บไซต์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเนื้อหาและข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์นั้น




จรรยาบรรณเกี่ยวกับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (email) และแฟ้มข้อมูล

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนมีตู้จดหมาย (mailbox) และอีเมล์แอดเดรสที่ใช้อ้างอิงในการรับส่งจดหมาย
ความรับผิดชอบต่อการใช้งานจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะระบบ
จะรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์โดยอัตโนมัติ หากมีจดหมายค้างในระบบเป็นจำนวนมาก จะทำให้พื้นที่จัดเก็บ
จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของระบบหมดไป ส่งผลให้ระบบไม่สามารถรับส่งจดหมายได้อีก ทำให้ผู้ใช้ทุกคนในระบบ
ไม่สามารถรับส่งจดหมายที่สำคัญได้อีกต่อไป นอกจากนี้ผู้ใดผู้หนึ่งส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดใหญ่มาก
ส่งแบบกระจายเข้าไปในระบบเดียวกันพร้อมกันหลายคน จะทำให้ระบบหยุดทำงานได้เช่นกัน


ผู้ใช้ทุกคนพึงระลึกเสมอว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บตู้จดหมายของแต่ละคนมิได้ มีผู้ใช้เพียง
ไม่กี่คนแต่อาจมีผู้ใช้เป็นพันคน หมื่นคน ดังนั้นระบบอาจมีปัญหาได้ง่าย ผู้ใช้แต่ละคนจะต้องมีความรับผิดชอบ
ในการดูแลตู้จดหมายของตนเอง ดังนี้

1. ตรวจสอบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของตนเองทุกวัน และจะต้องจัดเก็บแฟ้มข้อมูลและจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์
ของตนให้เหลือภายในโควต้าที่ผู้บริหารเครือข่ายกำหนดให้

2. ลบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ต้องการแล้ว ออกจากระบบเพื่อลดปริมาณการใช้เนื้อที่ระบบ

3. ดูแลให้จำนวนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในตู้จดหมาย มีจำนวนน้อยที่สุด

4. ควรโอนย้ายจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่จะใช้อ้างอิงภายหลัง มายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง

5. พึงระลึกเสมอว่าจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่เก็บไว้ในตู้จดหมายนี้อาจถูกผู้อื่นแอบอ่านได้ ดังนั้น
ไม่ควรจัดเก็บข้อมูลหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้แล้วไว้ในตู้จดหมาย

หลังจากผู้ใช้ได้รับบัญชี (account) ในโฮสจากผู้บริหารเครือข่าย ผู้ใช้จะได้รับสิทธิ์ ให้ใช้เนื้อที่
ของระบบ ซึ่งเป็นเนื้อที่เฉพาะที่เรียกว่า "โฮมไดเรกทอรี" ตามจำนวนโควต้าที่ผู้บริหารเครือข่ายกำหนด ผู้ใช้จะ
ต้องมีความรับผิดชอบต่อเนื้อที่ดังกล่าว เพราะเนื้อที่ของระบบเหล่านี้เป็นเนื้อที่ที่ใช้ร่วมกัน เช่นโฮสแห่งหนึ่งมีผู้ใช้
ร่วมกันสามพันคน ถ้าผู้บริหารเครือข่ายกำหนดเนื้อที่ให้ผู้ใช้คนละ 3 เมกะไบต์ โฮสจะต้องมีเนื้อที่จำนวน 9 จิกะไบต์
โดยความเป็นจริงแล้ว โฮสไม่มีเนื้อที่จำนวนมากเท่าจำนวนดังกล่าว เพราะผู้บริหารเครือข่ายคิดเนื้อที่โดยเฉลี่ย
ของผู้ใช้เป็น 1 เมกะไบต์ ดังนั้นถ้าผู้ใช้ทุกคนใช้พื้นที่ให้พอเหมาะและจัดเก็บเฉพาะแฟ้มข้อมูล ที่จำเป็นจะทำให้
ระบบมีเนื้อที่ใช้งานได้มาก ผู้ใช้ทุกคนควรมีความรับผิดชอบร่วมกัน ดังนี้

1. จัดเก็บแฟ้มข้อมูลในโฮมไดเรกทรอรีของตนให้มีจำนวนต่ำที่สุด ควรโอนย้ายแฟ้มข้อมูลมาเก็บไว้ที่เครื่อง
คอมพิวเตอร์ของตนเอง

2. การแลกเปลี่ยนแฟ้มข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนและผู้อื่นในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ควรจะตรวจสอบ
ไวรัสเป็นประจำ เพื่อลดการกระจายของไวรัสในเครือข่าย

3. พึงระลึกเสมอว่าแฟ้มข้อมูลของผู้ใช้ที่เก็บไว้บนเครื่องนั้น อาจได้รับการตรวจสอบโดยผู้ที่มีสิทธิ์สูงกว่า ดังนั้นผู้ใช้
ไม่ควรเก็บแฟ้มข้อมูลที่เป็นเรื่องลับเฉพาะไว้บนโฮส

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การพัฒนาระบบฐานข้อมูล

บทที่ 1
ระบบฐานข้อมูล SQL
ฐานข้อมูล หมายถึง
ข้อมูลรวมถึงความสัมพันธ์ของข้อมูลที่จัดเก็บรวบรวมไว้เป็นกลุ่ม นอกจากนี้เพื่อให้เกิดระบบที่มีกลไกสนับสนุนให้ใช้ฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลกับองค์กรอย่างเต็มที่ ระบบฐานข้อมูลต้องประกอบด้วยฐานข้อมูลและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีหน้าที่ดูแลและบริหารจัดการฐานข้อมูลของระบบ ซึ่งเรียกว่า โปรแกรม “ระบบจัดการฐานข้อมูล
ระบบฐานข้อมูล (Database System)
สามารถแบ่งตามคุณลักษณะของโมเดลของข้อมูลที่จัดเก็บใน
ระบบฐานข้อมูลที่เป็นที่รู้จักกัน ได้แก่ 1.โมเดลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Model)ลักษณะโมเดลนี้จะมีการจัดเก็บข้อมูลในโครงสร้างแบบทรี (Tree)

2.โมเดลแบบเครือข่าย (Network Model)
จัดเก็บข้อมูลในโครงสร้างแบบกราฟ

3.โมเดลแบบเชิงสัมพันธ์ (Relation Model)
เป็นโมเดลที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของเซ็ตของวิชาคณิตศาสตร์ เช่น (name, value),(tel, value) char(10) และ char(12)เป็นโดเมนแอตทริบิวต์

เซ็ตของความสัมพันธ์ สามารถแสดงการจัดเก็บข้อมูลเป็นเทเบิล
หรือตารางข้อมูลที่ประกอบด้วยแถว (rows หรือ tuples) และ คอลัมน์ (columns หรือ Attributes) โดยการตัดกันของแต่ละแถวกับแต่ละคอลัมน์ จะแทนด้วยค่าของข้อมูล (พูดถึงการเข้าถึงข้อมูล)(tel, value)char(10)และ char(12) เป็นโดเมนแอตทริบิวต์

ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational database) จะอยู่ในรูปของตาราง 2 มิติ คือ ประกอบด้วยแถว (Row) และ คอลัมน์ (Column)เปรียบเทียบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์กับระบบการประมวลผลแบบแฟ้มข้อมูล DBMS ทำงานอยู่บนพื้นฐานของโมเดลข้อมูลเชิงสัมพันธ์เรียกว่า “ระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์” (Relational Database Management System: RDBMS) โดยข้อมูลแต่ละ Table ในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ เรียกว่า รีเลชั่น คือ ไฟล์ในระบบการประมวลผลข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล (File Processing System)

เปรียบเทียบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์กับระบบการประมวลผลแบบแฟ้มข้อมูล
เทเบิล หรือ รีเลชั่น Table = Relation ไฟล์ (File)
คอลัมน์ หรือ แอตทริบิวต์ Column = Attribute ฟิลด์ (Field)
แถว หรือ ทูเปิล Row = Tuple เรคคอร์ด (Record)

ความสัมพันธ์ (Relationship)
หัวใจสำคัญในการออกแบบเทเบิล (Table) ที่มีโครงสร้างเชิงสัมพันธ์ เพื่อเก็บข้อมูลกลุ่มต่าง ๆ โดยจะต้องสามารถกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง กลุ่มข้อมูลเหล่านั้นได้ ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ กันอย่างไร ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างเทเบิลมีทั้งหมด 3 ลักษณะ คือ แบบ 1:1 (One-to-One) แบบ 1:N (One-to-Many) แบบ M:N (Many-to-Many)

แบบ 1:1 (One-to-One)

แถว 1 แถวใน Table ใด ๆ สามารถจับคู่กับแถวในอีก Table หนึ่งได้ เพียงแถวเดียวเท่านั้น ตัวอย่าง ใช้รหัสพนักงานเป็นตัวเชื่อมเนื่องจากเป็นคอลัมน์ร่วม (Common Field) ของทั้ง 2 Table

แบบ 1:N (One-to-Many)

แถว 1 แถวใน Table ใด ๆ สามารถจับคู่กับแถวในอีก Table หนึ่งได้ หลายแถว ตัวอย่าง Table ลูกค้า และ Table การสั่งซื้อ

แบบ M:N (Many-to-Many)
แถวหลาย ๆ แถวใน Table หนึ่ง มีความสัมพันธ์กับอีกหลาย ๆ แถวในอีกTable หนึ่งพร้อมกัน ตัวอย่าง Table ลูกค้า และ Table การสั่งซื้อ และ สินค้า

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

แทนคำขอบคุณจาก สทส.1

ผมเป็นตัวแทนของเพื่อนในกลุ่ม สทส.1 ขอให้ ครูของผมที่พวกเรารักมีความสุขในวันแม่นี้ ขอขอบคุณที่สอนพวกผมให้เป็นคนดี ขอขอบคุณมาก ๆ ครับ ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ งานเยอะก็หาเวลาพักผ่อนด้วยนะครับ

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

แบบฝึกหัดบทที่2

ตอนที่1

1.ข้อใดกล่าวถึงความหมายของตาราง(table)ไดชัดเจนที่สุด
-ค. ออบเจ็กต์ที่อยู่ในฐานข้อมูล
2.ข้อใดต่อไปนี้กล่าวผิด
-ง. Attachmentเป็นชนิดข้อมูลสำหรับสร้างจุงเชื่อมโยง
3.ฟิลด์(Field)หมายถึงอะไร
-ค.คอลัมน์
4.เรคคอร์ด(Record)หมายถึงอะไร
-ก.ตาราง
5.ชนิดข้อมูลแบบข้อความ(Text)สามารถเก็บข้อมูลได้สูงสุดกี่ตัวอักษร
-ค.255
6.ถ้าต้องการกำหนดฟิลด์ในการเก็บข้อความจำนวนมากๆจะต้องเลือกชนิดข้อมูลแบบใด
- ข.Text
7.มุมมองที่ใช้ในการสร้างตารางด้วยการออกแบบเองคือมุมมองแบบใด
-ก.Design View
8.ชนิดความสัมพันธ์ของตารางมีกี่แบบ
-ข.3แบบ
9.ข้อใดต่อไปนี้ไม่สามารถนำมาประกอบในการตั้งฟิลด์ข้อมูลได้
-ง.เครื่องหมายจุด(.)
10.ถ้าต้องการเรียงลำดับข้อมูลในตารางจากน้อยไปหามากจะต้องใช้เครื่องมือใด
-ก.Ascending

ตอนที่2

1. ฌ Field= ข้อมูลในแนวคอลัมน์
2. ง Record=ข้อมูลในแนวแถว
3. จ Memo= เก็บข้อมูลประเภทข้อความที่มีความยาวมากๆ
4. ข OLE Object=เก็บข้อมูลประเภทรูปภาพ
5. ซ Currency=เก็บข้อมูลที่เป็นตัวเลขทางการเงิน
6. ญ Attachment=เก็บเอกสารและแฟ้มไบนารี่ทุกชนิดในฐานข้อมูล
7. ก Input Mask=กำหนดรูปแบบในการป้อนข้อมูล
8. ฉ Format=กำหนดรูปแบบการแสดงข้อมูล
9. ช Descending=เรียงลำดับจากมากไปน้อย
10. ค Ascending=เรียงลำดับข้อมูลจากน้อยไปมาก

ตอนที่3

1.จงอธิบายถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการสร้างตาราง
-
2.จงบอกถึงคุณสมบัติในการเลือกฟิลด์ข้อมูลที่นำมาเป็นคีย์หลัก(Primary Key)
- ฟิลด์ที่มีข้อมูลในเรคอร์ดไม่ซ้ำกัน
3.อธิบายถึงความแตกต่างในการสร้างตารางด้วยมุมมองการออกแบบ(Table Design) และมุมมองแผ่นตารางข้อมูล(DataSheet View)
-Table Design เป็นมุมมองที่ใช้ในการกำหนดข้อมูลของตาราง ชนิดข้อมูล คุณสมบัติของฟิลด์แต่ละฟิลด์
Datasheet Viewเป็นมุมมองที่ใช้ในการป้อนข้อมูลที่ต้องการเก็บลงในตาราง
4.จงบอกขั้นตอนในการสร้างตารางด้วยมุมมองการออกแบบมีขั้นตอนอย่างไร
- 1.คลิกที่แท็บ Create
2.เลือกปุ่มคำสั่ง (Table Design)ในกลุ่มของTableจากนั้นAccessจะเปิดตารางข้อมูลเปล่าในมุมมองการออกแบบขั้นมา
3.กำหนดฟิลด์ข้อมูล แล้วกดปุ่ม Tab เพื่อเลือกช่องถัดไป
4.เลือกชนิดข้อมูล
5.กำหนดคำอธิบายฟิลด์
6.กำหนดคุณสมบัติฟิลด์เพิ่มเติม
7.คลิกปุ่ม Save จาก Quick Access Toolbar
8.กำหนดชื่อตาราง
9.คลิกปุ่ม OK
10.จะปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ให้กำหนดคีย์หลัก

แบบฝึกหัดบทที่1

แบบฝึกหัด บทที่ 1

ตอนที่ 1
1.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คืออะไร
- ข.ตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับฐานข้อมูล
2.หลังจากที่สร้างฐานข้อมูลแล้ว จะต้องสร้างออบเจ็กอะไรเป็นอันดับแรก
- ก.Table
3.ออบเจ็กต์ใดทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลทั้งหมดลงฐานข้อมูล
- ก.Table
4.ออบเจ็กต์ Query มีหน้าที่อะไร
-ค.สร้างเเบบสอบถามข้อมูล
5.ข้อใดต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของออบเจ็ก form
- ข.เก็บข้อมูลลงฐานข้อมูล
6.ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ใช่ กฎของการ normalizatioh
-ข.จะต้องมีความสัมพันธ์เเบบเชิงกลุ่ม(Many-to-Many)
7.ข้อใด ไม่ใช่ ประโยชน์ที่ได้รับของระบบฐานข้อมูล
- ค.ข้อมูลที่จัดเก็บมีความทันสมัย
8.ขั้นตอนใดต่อไปนี้เป็นขั้นตอนแรกในการออกแบบฐานข้อมูล
- ก.กำหนดวัตถุประสงค์ในการใช้งาน
9.ส่วนประกอบต่อไปนี้เพิ่มเข้ามาใหม่ใน Access 2007 ยกเว้นข้อใด
- ง.Ribbon
10.ข้อใดต่อไปนี้ กล่าวผิด
- ก.เมื่อบันทึกฐานข้อมูลในAccess2007จะมีนามสกุลเป็น .accdb

ตอนที่ 2
1. ช DBMS=ระบบจัดการฐานข้อมูล
2. จ Normalization=กฏที่ใช้ในการออกแบบตาราง
3. ซ Office Button=ปุ่มที่รวบรวมชุดคำสั่งในการจัดการฐานข้อมูล
4. ญ Quick Access Toolbar=แถบเครื่องมือที่รวบรวมปุ่มเครื่องมือที่ใช้งานบ่อยๆเอาไว้
5. ฌ Ribbon=ส่วนในการทำงานใหม่ที่เข้ามาแทนที่แถบเมนูและแถบเครื่องมือ
6. ก Navigation Pane=แถบในการแสดงออบเจ็กต์ที่สร้างขึ้น
7. ค Document Window=ส่วนของพื้นที่ในการทำงานของออบเจ็กต์ต่างๆ
8. ข Query=แบบสอบถามข้อมูล
9. ง Mecro=ชุดคำสั่งกระทำต่างๆที่นำมารวมกัน
10.ฉ Module=โปรแกรมย่อยที่เขียนขึ้นด้วยภาษา VBA

ตอนที่3
1.จงอธิบายถึงความหมายของฐานข้อมูล
-ฐานข้อมูล(Database)คือข้อมูลจำนวนมากที่มีการจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบในลักษณะของตาราง ข้อมูลแต่ละตารางที่มีอยู่นั้นมีความสัมพันธ์กัน
2.ระบบฐานข้อมูลมีประโยชน์อย่างไร
-1.ลดความซับซ้อนของข้อมูล
2.ทำให้เกิดความสอดคล้องของข้อมูล
3.ควบคุมความถูกต้องของข้อมูล
4.สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้
5.มีความปลอดภัย
3.ใน Microsoft Access 2007 ประกอบไปด้วยออบเจ็กต์อะไรบ้าง และมีหน้าที่อย่างไร
-1.Table ใช้ในการเก็บข้อมูลทั้งหมด
2.Queries ช่วยค้นหาหรือสร้างแบบสอบถามข้อมูล
3.Froms แบบฟอร์มในการทำงาน สำหรับจัดการกับข้อมูลแทนการจัดการในตาราง
4.Report ใช้ในการสร้างรายงาน
5.Macros ชุดคำสั่งที่นำมาร่วมกันตามขั้นตอนในการทำงานเพื่อให้การทำงานเป็นอัติโนมัติ
6.Modules ช่วยให้ทำงานกับข้อมุลที่ซับซ้อนมากขึ้นได้
4.จงอธิบายหลักการออกแบบฐานข้อมูลมาพอเข้าใจ
-ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ว่าต้องใช้ข้อมูลเรื่องใด ใช้เพื่อทำอะไร ต้องการอะไร สอบถามความต้องการจากผู้ใช้ วิเคราะห์ข้อมูลที่จำเป็นจัดเป็นกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลแต่ละตาราง วิเคราะห์โครงสร้างข้อมูล กำหนดชนิดข้อมูล กำหนดความสัมพันธ์
5.จงยกตัวอย่างระบบงานที่ควรนำระบบฐานข้อมูลมาใช้พร้อมทั้งอธิบายเหตุผล
-งานทะเบียน เพราะว่าเป็นงานที่ทำเกี่ยวกับประวัติของพนักงานหรือนักเรียนทั้งหมด ซึ่งมีข้อมูลต่างๆหลายอย่าง

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สมุดรายงานความดี-เก่ง ของ ผม

ประวัติส่วนตัว
ชื่อ นาย สุวิชัย สกุล โพบุญธรรม
เกิดวันที่24 เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2532
ที่อยู่ปัจจุบัน 627 เทิดไท 9 ถ. เทิดไท แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี 10600 กทม.
สุขภาพ แข็งแรงดีไม่มีโรค
โรคประจำตัว ไม่มี
เคยแพ้ยา ไม่เคย
บิดาชื่อ นาย สังวล สกุล คำฉิม มือถือ ไม่มี
มารดาชื่อ นางจงกล สกุล โพบุญธรรม มือถือ 084-072-0924
อาจารย์ที่ปรึกษา อ.อำภา ธรรมโยธิน
มือถืออาจารย์ที่ปรึกษา 0814134242
เลขที่สัญญากองทุนเพื่อการศึกษา
เลขที่บัตรประชาชน 1101401818452

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

งานอ.อาทิตย์ 3



User
Password
checkbox
radio
Password
textarea
Dropdown


วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

งานอ.อาทิตย์1

1.ข้อความ

สุวิชัย โพบุญธรรม


2.ตัวหนา
ตัวหนา

3.ตัวเอียง
ตัวหนังสือเอียง

4.ขีดเส้นใต้
ตัวหนังสือจะมีขีดเส้น

5.ขึ้นบรรทัดใหม่
sonic
kapook
sanook
pramool


6.เส้นคั่น



7.หัวข้อเรื่อง
หัวข้อที่ 1
หัวข้อที่ 2

หัวข้อที่ 3

หัวข้อที่ 4


หัวข้อที่ 5


หัวข้อที่ 6


หัวข้อที่ 7



8.1ใส่สัญลักษณ์หน้า Text

  • ข้อความที่ 1
  • ข้อความที่ 2
  • ข้อความที่ 3


8.2รายการแบบตัวเลข

  1. รายการ
  2. รายการ

งานอ.อาทิตย์ 2


ค้นหาใน GOOGLE.CO.TH

ดูวีดีโอออนไลน์ใน เว็บ Mthai



ตารางที่1
เว็บไซต์
รายละเอียด
http://www.0musiconline.com
TA.Allrightreserved.
เป็นศูนย์รวมแหล่ง ฟังเพลง ต่างๆ
ลิงค์ www.0musiconline.com
http://www.vdokaraoke.com
Revolution City theme by Brian Gardner
เป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับ คาราโอเกะ
ลิงค์ www.vdokaraoke.com
http://www.hottrendvideo.com
อีเมล์ hottrendvideo@yahoo.com
เป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการดูหนัง
ลิงค์ www.hottrendvideo.com
http://www.pantip.com
Nation Mutimedia
เป็นเว็บไซต์ที่สามารถใช้พูดคุณสื่อสาร
ลิงค์ www.pantip.com
http://map.longdo.com/
Metamedia Technology Co., Ltd.
เป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับแผนที่ของประเทศไทย
ลิงค์ http://map.longdo.com/
http://www.pramool.com
Pramool Dot Com Co.,Ltd.
เป็นเว็บที่เปิดให้บริการในการประมูลสินค้า
ลิงค์ www.pramool.com
www.soi99.com
contact webmaster@soi99.com.
เป็นเว็บที่เกี่ยวข้องกับเกมส์ต่าง ๆ
ลิงค์ www.soi99.com
http://www.thaiware.com
Thaiware Communication Co.,Ltd.
เป็นเว็บไซต์ที่สามารถค้นหาโปรแกรม
ลิงค์ www.thaiware.com
http://www.yahoo.com
Yahoo! Inc. All rights reserved.
เป็นเว็บไซต์ที่สามารถหาข้อมูลหรือให้บริการอีเมล์ต่าง ๆ
ลิงค์ www.yahoo.com
http://www.manuclub.com
Terms & Condition
เป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารกับนักเตะทีม ManU
ลิงค์ www.manuclub.com

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บทที่ 6

บทที่ 6 การใช้อินเตอร์เน็ต
1.ความหมายของอินเตอร์เน็ตอินเทอร์เน็ต คือเครือข่ายนานาชาติที่เกิดจากเครือข่ายเล็ก ๆ มารวมเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งโลก โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่ายภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกัน คือ TCP/IP
เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเตอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้
2.ความเป็นมาของอินเตอร์เน็ตเครือข่ายอาร์พาเน็ตเป็นเครือข่ายทางการทหาร สังกัดกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี 2512 ใช้งานวิจัยด้านทหารติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ต่อมามหาลัยวิทยาลัยต่าง ๆ สนใจและขอร่วมโครงการทำให้เครือข่ายอาร์พาเน็ตมีขนาดใหญ่มากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารเครือข่าย ดัวนั้นทางการทหารจึงขอแยกตัวออกเป็นเครือข่ายเฉพาะของกองทัพใช้ชื่อว่า มิลเน็ต และมีการติดต่อกับเครือข่ายอาร์พาเน็ตเดิมด้วยเทคนิคการโต้ตอบ หรือโปรโตคอล แบบพิเศษที่เรียกว่า ทีซีพี/ไอพีเป็นครั้งแรกจนกระทั้งปี 2533 ยุติเครือข่ายอาร์พาเน็ต และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายอื่น ๆ แทน และได้มีการเชื่อมต่อเครือข่ายอื่น จนเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ จนถึงทุกวันนี้และเรียกเครือข่ายนี้ว่า “อินเตอร์เน็ต”
3.ISPISP หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ย่อมาจาก Internet Service Provider เป็นหน่วยงานที่ให้บริการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำหน้าที่เปิดการเชื่อมต่อให้บริการบุคคลหรือองค์กร สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ สำหรับประเทศไทยมีหน่วยงานที่ให้บริการด้านนี้อยู่ 2 ประเภท คือ ผู้ให้บริการ อินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตสำหรับสถาบันการศึกษาการวิจัยและหน่วยงานของรัฐISP ประเภทนี้ให้บริการในเชิงพาณิชย์ ผู้ใช้ที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ ISP รายนั้น ๆ ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการใช้งานอินเทอร์เน็ต อัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่ที่ ISP แต่ละราย ข้อดีสำหรับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ก็คือ การให้บริการที่มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรับรองกับความต้องการของผู้ใช้ที่แตกต่างกัน มีทั้งรูปแบบส่วนบุคคลซึ่งจะให้บริการกับประชาชนทั่วไปที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตและบริการในรูปแบบขององค์กร หรือบริษัทสามารถเลือกรับบริการได้ 2 วิธี คือ ซื้อชุดอินเทอร์เน็ตสำเร็จรูปตามร้านค้าทั่วไปมาใช้และสมัครเป็นสมาชิกรายเดือนISP ประเภทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับสถาบันการศึกษา การวิจัยและหน่วยงานของรัฐ เช่น เครือข่ายไทยสาร เครือข่ายคนไทย เป็นต้น
4.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
1.การเชื่อมต่อโดยหมุมโมเด็ม ผ่านสายโทรศัพท์ หรือหากใช้โทรศัพท์แบบ ISDN ต้องใช้โมเด็มแบบ ISDN โดยเฉพาะด้วยหรือการต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่เรียกว่า ADSL หรือบรอดแบนด์ ต้องมีโมเด็มแบบธรรมดา แต่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษที่ชุดสายด้วยจึงจะใช้งานได้การเชื่อมต่อโดยหมุนโมเด็ม สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีได้แก่-สมัครสมาชิกกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ISP เสียก่อน สิ่งที่ได้คือ ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน-สายโทรศัพท์-โมเด็ม มีแบบ Internal Modem และ External Modem
2.การเชื่อมต่อแบบระบบ LAN หรือการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในองค์กร หากหน่วยงานมีบริการแบบ DHCP ก็ไม่จำเป็นต้องติดตั้งหมายเลข IP Address สามารถใช้งานได้เลย หากจำเป็นต้องขอหมายเลข IP จากหน่วยงานผู้ให้บริการก็สามารถติดตั้งได้ดังนี้
1.คลิกขวาที่ไอคอน My Network Places ปรากฏเมนู2.คลิกที่ Properties
3.คลิกขวาที่ไอคอน Local Area Connection แล้วคลิก Properties
4.คลิกขวาที่ Internet Protocol(TCP/IP)
5.คลิกที่ Properties6.ระบุหมายเลข IP Address7.คลิกปุ่ม OK
5.ศัพท์ที่สำคัญในอินเทอร์เน็ต
1.โปรโตคอล เป็นข้อตกลงที่ทุกเครื่อง ทุกโปรแกรมต้องรู้และทำตามเป็นแบบหรือมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เช่น TCP/IP เป็นกติกาหลักในการรับข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ข้อมูลทุกรูปแบบไม่ว่าจากโปรแกรมใดก็ต้องแปลงให้อยู่ในมาตรฐานของ TCP/IP เสียก่อนจึงจะรับส่งได้ กติกานี้กำหนดวิธี ขั้นตอนในการรับส่งข้อมูล และตรวจสอบความถูกต้องอย่างรัดกุม ส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้คือการเรียกชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งทางเทคนิคเรียกว่า ที่อยู่หรือ IP Address เป็นต้น ตัวเลข 4ชุด แต่ละชุดมีค่าระหว่าง 0-255 คั่นด้วยจุด เช่น 202.172.132.1 เป็นต้น ซึ่งจะต้องตั้งชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ได้นับล้านโดยไม่ซ้ำกัน
2.ชื่อโดเมนเนม การนำชื่อโดเมนมาใช้แทน IP Address ทำให้จดจำชื่อโดเมนได้ง่ายขึ้นกว่าการจำ IP Address ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ ของ www.CNN.com
Internet Address คือ IP Address ที่อยู่ในรูปแบบของตัวอักษร โดยตัวย่อของ Internet Address จะมีความแตกต่างตามหน่วยงานที่ดูแลการจดชื่อโดเมน สำหรับประเทศไทย มี7 ประเภทด้วยกันคือ.net.th สำหรับหน่วยงานของไทยที่ให้บริการเครือข่าย.co.th สำหรับองค์กรธุรกิจที่จดทะเบียนในไทย.or.th สำหรับองค์กรของไทยที่ไม่แสวงหากำไร.ac.th สำหรับหน่วยงานสถาบันการศึกษาของไทย.mi.th สำหรับหน่วยงานทางการทหารของไทย.in.th สำหรับองค์กรหรือบุคคลทั่วไปของไทย
3.เวิลด์ไวด์เว็บ หรือเว็บเพจ คือบริการฐานที่ใช้กันมากที่สุดเป็นรูปแบบของเอกสารที่ดูในคอมพิวเตอร์ได้โดยใช้โปรแกรมเว็บเบราเชอร์
4.เว็บเซิร์ฟเวอร์ หมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการเว็บไซต์ ผู้เรียกชมหน้าเว็บไซต์ได้โดยใช้โปรโตคอล HTTP ผ่านทางเว็บเบราเชอร์
5.โปรโตคอลของเว็บ เป็นกติกาที่ใช้เรียกดูข้อมูลจากเว็บซึ่งเรียกใช้ได้โดยระบุคำว่า http:// ถ้าไม่ใส่โปรแกรมเว็บเบราเชอร์จะเปิดให้อัตโนมัติ ส่วนการรับส่งไฟล์ด้วย FTP://แทนเพราะว่าเป็นการส่งให้อีกเครื่องหนึ่งส่งไฟล์มาโดยตรง
6.เว็บเพจ คือหน้าหนึ่ง ๆ ของเว็บไซต์ที่เปิดขึ้นมาใช้งาน
7.เว็บไซต์ คือหน้าเว็บเพจหลาย ๆ หน้า ซึ่งเชื่อมโยงกันผ่านทางไฮเปอร์ลิงค์
8.โฮมเพจ คือเว็บเพจหน้าแรกที่ปรากฏของแต่ละเว็บไซต์ หรือหน้าแรกที่ปรากฏขึ้นเมื่อเปิดโปรแกรมเว็บเบราเชอร์
9.ภาษาของเว็บ เป็นภาษาที่ใข้ในการจัดหน้าเว็บเพจ มีชื่อไฟล์เว็บเพจส่วนขยายเป็น .htm หรือ .html
10.ยูอาร์แอล คือการอ้างอิงตำแหน่งที่ตั้งของไฟล์บนอินเตอร์เน็ต
6.การประยุกต์ใช้งานอินเทอร์เน็ต
1.ด้านการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากห้องสมุดออนไลน์ ศึกษาบทเรียนวิชาต่าง ๆ ฝึกทำข้อสอบ เกมการศึกษาสำหรับเด็ก และบริการข้อมูลข่าวสาร ต่าง ๆ
2.ด้านธุรกิจปัจจุบันได้มีธุรกิจการค้าเกิดขึ้นมากมายในรูปแบบต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า E-Commerce มีทั้งโฆษณาแบะการให้บริการสินค้า ซึ่งค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการโฆษณาด้วยสื่อ อื่น ๆ ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตได้ด้วยวิธีการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ต่าง ๆ แบะยังสามารถหางานและสมัครงานผ่านระบบนี้ได้อีกด้วย
3.ด้านการสื่อสาร ใช้สำหรับรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือสามารถพูดคุยกับเพื่อนได้ทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์ทางไกล โดยใช้โปรแกรมสนทนา หรือโปรแกรมต่าง ๆ เช่น MSN, Skype, Net2Phone , Cattelecom เป็นต้น
4.ด้านการบันเทิง ข้อมูลข่าวสารมีอยู่มากมาย เช่น ดูภาพยนตร์ ทีวี ฟังเพลง เล่รเกมออนไลน์ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
7.อีเมล์และการรับส่งอีเมล์อีเมล์ คือกล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้ใช้บริการสามารถรับและส่งอีเมล์ฝยอินเตอร์เน็ต เพื่อประโยชน์ด้านการสื่อสารโปรแกรมที่ใช้รับส่งอีเมล์จะรับส่งผ่านเครื่องที่ให้บริการรับส่งเมล์ จะเรียกว่า “เมล์เซิร์ฟเวอร์” ปัจจุบันบริการอีเมล์ผ่าน Web-Based Mail ได้รับความนิยมอย่างมาก จึงมีหลายบริษัทเปิดให้บริการฟรีอีเมล์ เช่น Hotmail.com , Yahoo.com , thaimail.com , Gmail.com , Chaiyo.com thaiall.com เป็นต้น

บทที่ 5

บทที่ 5 ระบบเครือข่ายเบื้องต้น
1.ความหมายของระบบเครือข่ายคือระบบการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่อง นำมาเชื่อมต่อเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสามารถใช้งานแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารรวมถึงการใช้ทรัพยากรบางอย่างของระบบร่วมกันได้
การนำเอาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้งาน1.ใช้ทรัพยากรร่วมกัน คือเพื่อใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน ซึ่งจะประหยัดกว่าการมีอุปกรณ์เหล่านี้หลาย ๆ ชุด2.ใช้ข้อมูลในไฟล์ร่วมกัน คือ ข้อมูลชุดเดียวกันสามารถเรียกใช้งานได้จากหลายๆ เครื่อง3.ความสะดวกในการดูแลระบบคือทำให้สามารถดูแลและบริหารระบบได้จากที่เดียวกัน
ประเภทของเครือข่าย
แบ่งได้กว้างๆ 2ลักษณะ
LAN เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันในระยะจำกัด
WAN เป็นการเชื่อมต่อแลนในสถานที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านระบบสื่อสารอื่น ๆ
ข้อจำกัดของระบบเครือข่าย
1.การเรียกใช้ข้อมูลทำได้ช้า ระบบเครือข่ายการเรียกข้อมูลไม่ว่าจะเป็นการอ่านหรือเขียนก็ตาม มักจะช้ากว่าการอ่านหรือเขียนกับฮาร์ดดิสก์ หากเป็นระบบเครือข่ายความเร็วสูงก็อาจจะช้าไม่มากนัก
2.ข้อมูลไม่สามารถใช้งานได้ทันที อุปกรณ์ที่แบ่งกันใช้อาจไม่สามารถเรียกใช้ทันที เพราะหากมีคนอื่นใช้อยู่ ต้องเข้าคิวรอ ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะงาน
3.ยากต่อการควบดูแล การนำระบบคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่อง ซึ่งทำงานเป็นอิสระจากกัน แต่จัดให้ทำงานร่วมกัน ย่อมมีความสลับซับซ้อนและยากในการดูแลกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งสามารถสั่งงานได้ตามต้องการ ไม่เหมือนกับการดูแลระบบระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกัน มีโอกาสที่จะถูกผู้อื่นแอบเข้ามาใช้งาน
2.องค์ประกอบของระบบเครือข่าย
2.1 อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์1.การ์ดแลน เป็นการ์ดสำหรับต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับสาย LAN ด้านหลังการ์ดจะมีช่องสำหรับเสียบสายเคเบิล
2.ฮับ/สวิตช์ เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการต่อระบบเครือข่าย ข้อดีของการใช้ฮับ คือทำให้เกิดลักษณะการเดินสายที่คล้ายกับ Star แต่ทำงานในแบบ Bus คือทุกๆ node จะสามารถส่งสัญญาณถึงกันได้หมดแต่ถ้ามี node ไหนทมีปัญหาก็สามารถดึงออกได้ง่าย
2.2 ซอฟต์แวร์ คือโปรแกรมต่าง ๆ ตั้งแต่โปรแกรมที่เป็นไดรเวอร์คอมคุมการ์ดแลนโปรแกรมที่จัดการโปรโตคอล ในการติดต่อสื่อสาร
2.3 สื่อกลางนำข้อมูล สื่อกลางนำข้อมูลในระบบเครือข่าย เริ่มตั้งแต่สายเคเบิลต่าง ๆ มีหลักการพิจารณา ดังนี้1.สายเคเบิล สายโคแอกเชี่ยล เป็นสายเส้นเดียวแบบที่มีเปลือกสายเป็นโลหะถัก เพื่อป้องกันคลื่นรบกวนมี 2 แบบ คือ แบบหนา และ แบบบาง โดยมากใช้กับเครือข่ายแบบ Ethernet แบบเดิม ซึ่งสามารถใช้ต่อเชื่อมระหว่างแต่ละเครื่องโดยตรง
2.สาย UTP เป็นสายขนาดเล็กคล้ายสายโทรศัพท์มี 8 ตีเกลียวเป็นคู่ ๆ เพื่อลดสัญญาณรบกวน แต่ไม่มีเปลือกเป็นโลหะถัก ทำให้กะทัดรัดกว่า แต่ลักษณะการเดินสายต้องต่อจากเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับ Hub เท่านั้น
3.สาย STP เป็นสายคู่เล็ก ๆ ตีเกลียวไขว้กันแบบสาย UTP แต่มีฉนวนหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะถักเพื่อป้องกันสัญญาณ ใช้เชื่อมต่อเป็นระยะทางไกลเกินกว่าที่จะใช้สาย UTP ได้ หรือใช้กับ LAN แต่ไม่แพร่หลายมากนัก4.สายใยแก้วนำแสง เป็นสายที่ใช้กับการส่งสัญญาณด้วยแสง ซึ่งจะต้องมีอุปกรณ์พิเศษโดยเฉพาะ มีข้อดีที่ส่งได้เป็นระยะไกล โดยไม่มีสัญญาณรบกวน และมักใช้ในกรณีที่เป็นโครงข่ายหลักเชื่อมระหว่างเครือข่ายย่อย ๆ มากกว่าลักษณะของสัญญาณไฟฟ้าที่รับส่งกันปกติคอมพิวเตอร์ทำงานกับสัญญาณที่เป็นระบบ ดิจิตอล หรือแรงดันไฟฟ้าสูงกับต่ำ ในระบบเครือข่าย การส่งข้อมูลในลักษณะของสัญญาณดิจิตอลแบบนี้เรียกว่า Baseband คือ ใช้ความถี่พื้นฐานของสัญญาณข้อมูลจริง แต่การส่งแบบนี้มีปัญหาคือ ถูกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือสัญญาณรบกวนต่าง ๆ ได้ง่าย จึงมีการนำเอาคลื่นความถี่สูงเข้ามาใช้เป็นคลื่นพาหะ โดยผสมสัญญาณข้อมูลเข้ากับคลื่นพาหะนี้ในแบบของการผสมทางความถี่
ลักษณะการแบ่งกันใช้สาย1.แบบ CSMA/CD วิธีนี้ใช้ในกรณีของ Ethernet รวมถึงมาตรฐานใหม่ ๆ เช่น Fast Ethernet ด้วย โดยในขณะใดขณะหนึ่งคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะคอยว่าสายว่างหรือไม่ ถ้าพบว่าสายว่างจะส่งสัญญาณออกมา ซึ่งถ้าสายข้อมูลว่างจริงข้อมูลก็จะไปถึงผู้รับได้เลย แต่การเริ่มส่งสัญญาณนี้อาจเกิดขึ้นจากหลาย ๆ สถานีพร้อม ๆ กันได้เพราะต่างคนต่าง คอยและเข้าใจว่าว่างพร้อมกัน ผลก็คือสัญญาณที่ได้จะชนกันในสายทำให้ข้อมูลใช้ไม่ได้
เครื่องที่ส่งข้อมูลก็จะต้องสามารถตรวจจับการชนกันหรือ Collision detection ได้ 2.แบบ Token-passing วิธีนี้ใช้หลักที่ว่าในขณะใดขณะหนึ่งจะมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวใน LAN ที่มีสิทธิ์ในการรับส่งข้อมูล โดยมีรหัสที่เรียกว่า Token เก็บไว้ เมื่อส่งข้อมูลออกไปเสร็จแล้วก็จะส่งรหัส Token นี้ออกไปให้เครื่องอื่น ๆ ตามลำดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ถ้าเครื่องไหน เมื่อได้รับรหัสแล้ว ยังไม่ต้องการส่งข้อมูลก็จะส่ง Token ต่อไปให้เครื่องอื่นตามลำดับ
3.มาตรฐานของระบบเครือข่าย
ระบบLAN ที่ใช้กันในปัจจุบันมีลักษณะทางฮาร์ดแวร์ที่ยึดมาตรฐานของสถาบันวิศวกรรมและอิเล็กทรอนิกส์สหรัฐ ฯ หรือ IEEE โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ อีเทอร์เน็ต และ Token-Ringโดยมีเกณฑ์หรือโปรโตคอลแบบCSMA/CD ซึ่งเป็นชื่อมาตรฐานของ Ethernet นั้นจะแยกแยะได้ด้วยรหัสด้งนี้
-ความเร็ว หมายถึง ตัวบอกว่าระบบนั้นทำความเร็วได้เท่าไร ปัจจุบันมีใช้กันคือ 10,100 หรือ 1000 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งตัวเลขนี้จะเป็นค่าเลขนี้จะเป็นค่าสูงสุดที่ระบบ LAN นั้นทำได้ในกรณีที่ไม่มีอุปสรรคอื่นใดมาถ่วงให้ช้าลง ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วจะได้ความเร็วต่ำกว่านี้มาก และการนำไปใช้เทียบเท่ากับค่าอื่น ๆ-วิธีการส่งสัญญาณ ปกติรหัสที่ใช้บอกการส่งสัญญาณทางไฟฟ้าบนระบบ Ethernet จะมี 2 ลักษณะคือ Baseband และ Broadband Baseband คือส่งเป็นสัญญาณแบบดิจิตอล 0 และ 1 หรือแรงดันไฟฟ้า 0 และ 5 โวลต์ โดยไม่มีการแสดงผสมสัญญาณกับความถี่สูงอื่นใด วิธีนี้การทำงานจะง่ายทั้งวงจรรับส่งข้อมูลแต่จะถูกรบกวนได้ง่ายและส่งได้ระยะทางไม่ไกล นอกจากนี้ในสายเส้นหนึ่ง ๆ ยังส่งสัญญาณแบบนี้ได้เพียงชุดเดียวเท่านั้น
Broadband คือ การผสมสัญญาณข้อมูลที่จะส่งเข้ากับสัญญาณอนาล็อกหรือคลื่นพาหะที่มีความสูง เพื่อให้ส่งได้ไกลและมีความเพี้ยนน้อยกว่าแบบแรก นอกจากนี้ยังสามารถส่งได้หลายช่องทางสัญญาณหรือหลายแชนเนล โดยจัดการให้ข้อมูลชุดหนึ่งผสมกับสัญญาณที่ความถี่ช่วงหนึ่งนับเป็น 1 แชนเนล พอมีข้อมูลอีกชุดหนึ่งก็เลี่ยงไปใช้การผสมเข้ากับความถี่อื่น ๆที่ห่างออกไปมากพอที่จะไม่รบกวนกัน-สายที่ใช้ Ethernet แบบดังเดิมนั้นมีความเร็วเพียง 10 Mbps และมีการต่อสาย 3 แบบ ต่อมามีสายไฟเบอร์ออปติก เพิ่มขึ้นมาและสาย UTP ก็พัฒนาขึ้นจนทำความเร็วได้เป็น 1000 Mbps -Fast Ethernet และ Gigabit EthernetEhernet ในปัจจุบัน ได้รับการพัฒนาให้มีความเร็วเพิ่มจาก 10 Mbps เป็น 100 และ 1,000 Mbps หรือมากกกว่านี้ ซึ่งสามารถใช้กับข้อมูลขนาดใหญ่หรือภาพนิ่ง หรือข้อมูลที่ต้องรับส่งให้ได้ตามเวลาจริง-Token-Ringเป็นระบบ LAN ต่อในแบบ Ring และใช้การควบคุมแบบ Token-passing ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยบริษัทไอบีเอ็ม สายที่ใช้จะเป็นเคเบิลแบบพิเศษมี 2 คู่ ต่อเข้ากับ Hub ที่เรียกว่า MAU ซึ่ง 1 ตัวสามารถต่อได้ 8 เครื่อง และพ่วงระหว่าง MAU แต่ละตัวเข้าด้วยกันได้อีก เกิดเป็นลักษณะที่เห็นลกสายจาก MAU ไปยังแต่ละเครื่องเหมือนกับดาวกระจายหรือแบบ Star แต่ถ้าตรวจสอบสายจะเป็นแบบวงแหวน
-FDDI เป็นมาตรฐานการต่อระบบเครือข่ายโดยอาศัยสาย Fiber Optic ซึ่งสามารถรับส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงถึง 100 Mbps กับ Fast Ethernet พื้นฐานลักษณะของ FDDI จะต่อเป็น Ring ที่มีสายสองชั้นเดินคู่ขนานกัน เพื่อสำรองในกรณีเกิดสายขาดขึ้น
4.ระบบเครือข่ายแบบไร้สายWireless LANระบบเครือข่าแบบไร้สายคือเครือข่ายที่อาศัยคลื่นวิทยุในการรับส่งข้อมูล ซึ่งมีประโยชน์ที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องของการไม่ต้องเดินสายเหมือนกับระบบ LAN แบบอื่น ๆ ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในบ้านที่ซึ่งไม่สะดวกในการเดินสาย และเป็นที่ไม่มีปัญหาเรื่องการรบกวนของสัญญาณวิทยุมากนักการทำงานของ Wireless LANทำงานโดนใช้คลื่นวิทยุรับส่งกันระหว่างอุปกรณ์รับส่งสัญญาณที่ติดตั้งในคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง กับจุดเข้าใช้เรียกว่า “Access Point” ซึ่งเป็นตัวกลางในติดต่อถึงกัน ระหว่างอุปกรณ์รับส่งแต่ละเครื่องความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ LAN แบบไร้สายสิ่งที่ควรคำนึงถึงการใช้เครือข่ายแบบไร้สาย คือ ความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากข้อมูลลูกส่งไปในอากาศ ซึ่งสามารถถูกดักจับได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องมีวิธีการเข้ารหัสที่เรียกว่า WEP แต่ปัจจุบันกำลังถูกมองว่าวิธีนี้ยังไม่ปลอดภัยเท่าที่ควรจึงมีกรออกแบบมาตรฐานใหม่คือ WPA ซึ่งปลอดภัยกว่าแต่จะใช้ได้กับอุปกรณ์รุ่นใหม่ ๆ เท่านั้น อุปกรณ์ในติดตั้งระบบ Wi-Fi1.Access Point สามารถกำหนดค่า IP ในรูปแบบอัตโนมัติ หรือ Dynamic Host Configuration Protocol สามารถเชื่อมต่อกับ Network Switch หรือ HUB ได้โดยผ่านสาย LAN สามารถทำงานในลักษณะ Router ซึ่งทำให้ผู้คนหลายคน สามารถใช้งานระบบ Broadband ได้2.Wireless Adapter เป็นอุปกรณ์ซึ่งต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์และเครือข่ายไร้สาย โดยการทำงานของ Wireless Adapter จะเป็นลักษณะการส่งสัญญาณคลื่นวิทยุแบบ Two-way ทั้งรับทั้งส่งรูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายไร้สาย1.แบบ Peer-to-peerเป็นลักษณะการเชื่อมต่อแบบโครงข่ายโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องหรือมากกว่านั้น เป็นการใช้งานร่วมกันของ Wireless Adapter cards โดยไม่มีการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครือข่ายแบบใช้สายเลย โดยเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีความเท่าเทียมกัน สามารถทำงานได้และขอใช้บริการเครื่องอื่นได้
2.แบบ Client/Serverเป็นลักษณะการรับส่งข้อมูลโดยอาศัย Access Point หรือเรียกว่า “Hot spot”ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายแบบใช้สายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย โดยกระจายสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อรับ-ส่งข้อมูลเป็นรัศมี
3.แบบ Multiple access points and roamingเป็นการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับ Access Point ของเครือข่ายไร้สาย จะอยู่ในรัศมีประมาณ 500 ฟุต ภายในอาคารและ 1,000 ฟุต ภายนอกอาคาร หากสถานที่ที่ติดตั้งมีขนาดกว้างมากๆ
4.แบบ Use of an Extension Pointกรณีที่โครงสร้างของสถานที่ติดตั้งเครือข่ายแบบไร้สายมีปัญหา ผู้ออกแบบระบบอาจจะใช้ Extension Point ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ Access Point แต่ไม่ต้องผูกติดไว้กับเครือข่ายไร้สายเป็นส่วนที่ใช้เพิ่มเติมในการรับส่งสัญญาณ5.แบบ The Use of Directional Antennasระบบแลนไร้สายแบบนี้เป็นแบบใช้เสาอากาศในการรับส่งสัญญาณระหว่างอาคารที่อยู่ห่างกัน โดยการติดตั้งเสาอากาศที่แต่ละอาคาร เพื่อส่งและรับสัญญาณระหว่าง
5.การทำงานของคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายการทำงานของคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย เครื่องที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องแม่ข่ายเรียกว่า”เซิร์ฟเวอร์”เป็นเครื่องที่ให้บริการแก่แก่เครื่องอื่น เครื่องลูกข่ายหรือเรียกว่า”ไคลเอนท์”หรือบางครั้งเรียกว่า “เวิร์กสเตชั่น” โดยทั่วทั่วไปการจัดแบ่งหน้าที่การทำงานของคอมพิเตอร์ระบบเครือข่ายไว้ 2แบบใหญ่ คือแบบที่ทุกเครื่องมีศักดิ์ศรีเท่ากันเรียกว่า Peer-to-Peer หมายถึงแต่ละเครื่องจะยอมให้เครื่องอื่น ๆ ในระบบเข้ามาใช้ข้อมูล หรืออุปกรณ์ต่าง ๆได้ โดยเสมอภาคภาคกันแบบที่เรียกว่า”Server-based” หรือ “Dedicated Server” 1.อุปกรณ์ Repeater ใช้เมื่อสายที่มีต่อมีความยาวเกินกว่าที่มาตรฐานกำหนด ไม่สามารถรับสัญญาณได้จึงต้องเพิ่มอุปกรณ์ที่เรียกว่า “รีพีตเตอร์” เพื่อทำหน้าที่ทวนสัญญาณ ช่วยขยายสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งบนสายแลนให้ไกลขึ้น แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถกลั่นกรองข้อมูลที่ส่งผ่านได้ ซึ่งเหมือนกับ Hub ที่ใช้กันในระบบ LAN2.อุปกรณ์ Bridge ทำหน้าที่เป็นสะพานข้อมูลที่ส่งข้อมูลที่ส่งออกมาในเครือหนึ่งมีปลายทางอยู่ สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายย่อย ๆ ในองค์กรเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายใหญ่เพียงเครือข่าย โดยข้อมูลที่ส่งออกมาในเครือข่ายหนึ่งมีปลายทางอยู่อีกเครือข่ายหนึ่ง บริดจ์จะส่งข้อมูลข้ามไปให้สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายใหญ่เพียงเครือข่ายเดียว เพื่อให้เครือข่ายย่อยเหล่านั้น3.อุปกรณ์ Switch ทำหน้าที่รวบรวมสัญญาณหรือ เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานในลักษณะบริดจ์ แบ่งสาย 1 เส้น หรือ 1 พอร์ต เป็น 1 เครือข่าย ข้อมูลใด ๆ ที่ถูกส่งเข้ามาทางพอร์ต จะถูกต้องส่งต่อออกไปเฉพาะพอร์ตที่ต่อกับผู้รับเท่านั้น4.อุปกรณ์ Router ทำงานเสมือนเป็นเครื่องหรือ Node หนึ่งในระบบ หนึ่งในระบบ LAN รับข้อมูลเข้ามาแล้วส่งต่อยังปลายทาง คล้ายกับ Switch และ Bridge ทำหน้าที่หลักคือ หาเส้นทางที่ดีสุดในการส่งข้อมูลต่อไปยังเครือข่ายอื่น

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บทที่4

บทที่ 4 การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานธุรกิจ
บทนำ
ศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานธุรกิจ ความหมายของอีคอมเมิร์ซ(E-Commerce)
ความเป็นมาของอีคอมเมิร์ซ ประโยชน์ของอีกคอมเมิร์ซ ข้อจำกัดขอกอีคอมเมิร์ซโครงสร้างพื้นฐานของอีคอมเมิร์ซ ประเภทของอีกคอมเมิร์ซ ขั้นตอนการค้าแบบอีคอมเมิร์ซ
1.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานธุรกิจ
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับระบบงานในองค์กรและงานด้านบริหารในโลกยุคใหม่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ทำให้การค้าและการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงองค์การต่าง ๆ เริ่มพยายามเปลี่ยนแปลงให้ก้าวทันสู่ยุของการค้ารูปแบบใหม่ โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อเพิ่มช่องทางการค้าขายการตลาดและการบริการไปสู่กลุ่มลูกค้าทั้งเก่าและใหม่เป็นการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า คำว่า “อีคอมเมิร์ซ”(E-commerce/Electronics Commerce ) จัดเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้องค์กร ได้เปรียบคู่แข่งขัน
2.ความหมายของอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)
อีคอมเมิร์ซ หรือชื่อแปลเป็นไทยว่า “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” หมายถึงการดำเนินธุรกิจซื้อขายโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นส่าวนหนึ่งของ E-Business อ่านว่า อี-บิสิเน็ส หมายถึง การทำกิจกรรมทุก ๆ อย่างทุกขั้นตอนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีขอบเขตที่กว้างกว่าอีคอมเมิร์ซที่เป็นการดำเนินธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้สามารถติต่อสื่อสารกับลูกค้า
อีคอมเมิร์ซ เป้ฯเรื่องที่ละเอียดอ่อน การตัดสินใจลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ จะต้องวางแผนให้รัดกุม ถึงแม้จะใช้เงินลงทุนในระยะแรกไม่สูงและไม่ต้องมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์มากนักก็สามารถทำธุรกิจประเภทนี้ได้ แต่ปัจจุบันมีคู่แข่งขันเข้ามาในธุรกิจมาก เพราะนักลงทุนสามารถเปิดธุรกิจได้ง่ายและกำลังอยู่ในความสนใจของคนรุ่นใหม่ แต่ถ้าคิดจะลงทุนค้าขายสินค้าให้คนไทยอาจจะต้องพบปัญหา
2.ความเป็นมาสของอีคอมเมิร์ซ
ปัจจุบันยังคงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบริษัทด้วยการใช้ระบบไปรษณีย์ และอีกหลายบริษัทใช้วิธีการป้อนข้อมูลลงในโปรแกรมแบบฟอร์มทางธุรกิจ ไม่ว่าเป็นใบสั่งซื้อ ใบส่งสินค้าใบเสร็จรับเงินและจัดพิมพ์ข้อมูลออกทางเครื่องพิมพ์จึงจัดส่งแบบฟอร์มนั้นหรือใช้วิธีส่งแฟกซ์ทำให้บริษัทต้องสูญเสียเวลาอย่างมากมายในการใช้ระบบแบบเดิม ในการติดต่อเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และสูญเสียทรัพยากรกระดาษจำนวนมากด้วย และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการส่งผ่านข้อมูล
ต่อมายุคการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) จึงได้มีแนวคิดที่จะให้คอมพิวเตอร์ข่ายการค้าทั้ง 2 ฝ่ายแลกเปลี่ยนเอกสารกันทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยตรง คือ คอมพิวเตอร์ของผ่ายหนึ่งจัดส่งเอกสารต่าง ๆ ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยผ่านระบบเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์กแบบที่จัดสร้างขึ้นโดยเฉพาะ หรือส่งผ่านสายโทรศัพท์ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงานได้มาก แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ไม่มีเอกสารที่อยู่บนกระดาษเป็นหลักฐานให้เซ็นชื่อกำกับเหมือนก่อน
วิธีแก้ไขปัญหาคือ ปัญหาแรกอาจต้องมีการเข้ารหัสพิเศษก่อนจะส่งข้อมูล เพื่อยืนยันไว้ผู้ที่เข้ารหัสมาก็คือฝ่ายที่เป็นคู่ค้าไม่ใช่บุคคลอื่น ส่วนปัญหาข้อสองที่โปรแกรมไม่สามาถใช้งานในรูปแบบเดียวกันได้นั้น มีการวางมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันให้เป็นระบบที่เรียกว่า ระบบ EDI
แต่การนำระบบ EDI มาใช้ยังได้รับความนิยมน้อย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการวางระบบ และดำเนินงานสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะให้คอมพิวเตอร์ของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สารมารถรับส่งข้อมูลกันได้อย่างราบรื่นยิ่งมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเท่าไรความยิ่งยากซับซ้อน ที่ตามมาก็มากขึ้น
ปัจจุบันระบบอินเทอร์เน็ตเป็นที่นิยมแพร่หลาย แนวคิดในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อการค้าระหว่างคอมพิวเตอร์นของแต่ละธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงนั้นก็เกิดขึ้น โดยแทนที่ระบบ EDI ซึ่งเป็นระบบของธุรกิจขนาดใหญ่ แต่กลายเป็นระบบการซื้อขายในระดับของผู้บริโภคทั่ว ๆ ไปโดยตรง
การค้าทางอิเล็กทรอนิกส์บนอินเทอร์เน็ตสามารถทำได้ง่ายกว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงทางด้านซอฟต์แวร์ที่ใช้งาน โปรแกรมสำหรับเรียกดูข้อมูล เช่น โปรแกรม Internet Explorer สารมารถทำงานได้ค่อนข้างหลากหลายและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการรับส่งอีเมล์เป็นพื้นฐานการใช้อินเทอร์เน็ต กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสามารถหามาใช้และทำความเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น
4.ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)
ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซต่อบุคคล มีดังนี้
1.มีสินค้าและบริการราคาถูกจำหน่าย
2.สามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง
3.ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าตรงตามความต้องการมากที่สุด
4.สนับสนุนการประมูลเสมือนจริง
ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซต่อองค์กรธุรกิจ มีดังนี้
1.ขยายตลาดในระดับประเทศและระดับโลก
2.ลดปริมาณเอกสารเกี่ยวกับการสร้าง การประมวล การกระจาย การเก็บและการดังข้อมูลได้ถึงร้อยละ 90
3.ลดต้นทุนการสื่อสารโทรคมนาคม เพราะอินเทอร์เน็ตราคาถูกกว่าโทรศัพท์
4.ทำให้การจัดการผลิตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซต่อสังคม มีดังนี้
1.สามารถทำงานที่บ้านได้ ทำให้มีการเดินทางน้อยลง การจราจรไม่ติดขัด ลดปัญหามลพิษทางอากาศ
2.การซื้อขายสินค้าราคาถูกลง คนที่มีฐานะไม่รวยก็สามารถยกระดับมาตรฐานการขายสินค้าและบริการได้
ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ มีดังนี้
1.กิจการ SMEs ในประเทศกำลังพัฒนาอาจได้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดที่กว้างขวางในระดับโลก
2.บทบาทของพ่อค้าคนกลางลดลง ทำให้ต้นทุนการซื้อขายลดลง อุปสรรคการเข้าสู่ตลาดลดลง
3.ทำให้ประชาชนในชนบทได้หาสินค้าหรือบริการได้เช่นเดียวกับในเมือง
4.เพิ่มความเข้มข้นของการแข่งขัน ทำให้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
5.ข้อจำกัดของอีคอมเมิร์ซ

ข้อจำกัดของอีคอมเมิร์ซด้านเทคนิค มีดังนี้
1.ขาดมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพ ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ
2.ความกว้างของช่องทางการสื่อสารมีจำกัด
3.ปัญหาความเข้ากันได้ระหว่างอินเทอร์เน็ตและซอฟต์แวร์ของอีคอมเมิร์ซกับแอพพลิเคชั่น
4.ต้องการ Web Server และ Network Server ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ
ข้อจำกัดของอีคอมเมิร์ซด้านกฎหมาย มีดังนี้
1.กฎหมายที่สามารถคุ้มครองการทำธุรกรรมข้ามรัฐหรือข้ามประเทศ ไม่มีมาตรฐานที่ควเหมือนกัน และมีลักษณะที่แตกต่าง
2.ความพร้อมของภูมิภาคต่าง ๆ ในการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของ E-commerce มีไม่เท่ากัน
3.ภาษีและค่าธรรมเนียมจาก E-Commerce จัดเก็บได้ยาก ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครอง
4.ต้นทุนในการสร้าง E-Commerce ครบวงจรค่อนข้างสูง เพราะรวมถึงค่า Hardware ,Software ที่มีประสิทธิภาพ
ข้อขำกัดของอีคอมเมิร์ซด้านอื่น ๆ มีดังนี้
1.การให้ข้อมูลที่เป็นเท็จบนอินเทอร์เน็ต มีมากและการขยายตัวเร็วมากกว่าการพัฒนาขออินเทอร์เน็ต
2.สิทธิส่วนบุคคล (Privacy) ระบบการจ่ายเงินหรือการ
3.ยังไม่มีการประเมินผลการดำเนินงาน หรือวิธีการที่ดีของ E-Commerce ยังมีจำกัดโดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งลัดส่วนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากรต่ำมาก และการใช้ E-Commerce ในการซื้อ/ขายสินค้ามีน้อยมาก
4.จำนวนผู้ซื้อ/ขายที่ได้กำไรหรือประโยชน์จากE-Commerceยังมีข้อจำกัดในประเทศไทย
6.โครงสร้างพื้นฐานของอีคอมเมิร์ซ
1.การบริการทั่วไป เป็นบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกรวดเร็วให้กับลูกค้า และสมาชิกและบริการที่สั่งซื้อสินค้าและบริการ เพื่อช่วยสร้างความไว้ใจให้กับลูกค้า
2.ช่วงทางการติดต่อสื่อสาร เป็นช่วงทางการติดต่อสื่อสาร เพื่อใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ใช้บริการผ่านทางโครงข่ายโทรคมนาคม3.รูปแบบของเนื้อหา เป็นการจัดรูปแบบของเนื้อหาเพื่อการนำเสนอสินค้าหรือบริการในรูปแบบสื่อประสม ซึ่งผสมผสานระหว่าง ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงเข้าด้วยกันส่งผ่านทาง Web Site บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังผู้ใช้บริการได้อย่างมีปฏิสัมพันธ์ 4.ระบบเครือข่าย เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่2เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกัน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้
5.ส่วนประสานกับผู้ใช้ เป็นส่วนที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้บริการผ่านโปรแกรม Web Browser7.ประเภทของอีคอมเมิร์ซอีคอมเมิร์ซ แบบได้เป็น6กลุ่มดังนี้
1.แบบธุรกิจกับธุรกิจ
เป็นการทำธุรกรรมการค้าระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการหรือผู้ดำเนินธรุกิจด้วยกันเพื่อให้สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้
2.แบบธุรกิจกับผู้บริโภคเป็นรูปแบบของการทำธุรกรรมทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคโดยตรง โดยใช้รูปแบบการดำเนินงานและเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุน เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อ
3.แบบผู้บริโภคกับผู้บริโภคเป็นรูปแบบของการทำธุรกรรมทางการค้าระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคโดยตรง โดยใช้รูปแบบการดำเนินงานและเทคโนโลยีเป็นสื่อการในการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน
4.แบบผู้บริโภคกับธุรกิจเป็นรูปแบบของการทำธุรกรรมทางการค้าระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการโดยผู้บริโภคได้จัดตั้งเป็นกลุ่มสมาชิกหรือสหกรณ์ ดำเนินการกับผู้ประกอบการในนามของกลุ่มสมาชิกหรือสหกรณ์ที่ใช้สื่ออินเตอร์เน็ต
5.แบบธุรกิจกับรัฐบาลเป็นรูปแบบการจำหน่ายสินค้าและบริการโดยตรงจากผู้ค้ากับรัฐบาล ซึ่งรูปแบบที่ใช้ในเมืองไทยคือ การประมูลขายสินค้าให้กับภาครัฐ และรูปแบบการให้บริการออนไลน์ของการเสียภาษีออนไลน์
6.แบบโมบายคอมเมิร์ซเป็นรูปแบบการค้าระบบไร้สาย เช่น บริการดาว์นโหลดริงโทนผ่านโทรศัพท์มือถือ
8.ขั้นตอนการค้าแบบอีคอมเมิร์ซ
1. แนะนำสินค้า/บริการด้วยการออกแบบและจัดทำเว็บไซต์ โดยจัดทำขึ้นเองหรือใช้บริการจากบริษัทที่รับออกแบบและจัดทำเว็บไซต์ ผู้ขายต้องแนะนำตัวสินค้า เมื่อผู้ขายจะขายสินค้าหรือบริการใดๆ ก็ตาม ตามแต่ผู้ขายจะนำเสนอลงไปในตัวสินค้าเพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ซื้อ
2.สั่งซื้อสินค้าและบริการ เมื่อผู้ซื้อสินค้าบริการที่ต้องการก็จะดูรายละเอียดปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องว่าสินค้าหรือบริการเป็นอย่างไร ชำระค่าสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใดบ้าง ก็ทำการเลือกสินค้าหรือบริการลงไปในรายการหรือตะกร้าสินค้าที่ต้องการสั่งซื้อและส่งข้อมูลกลับไปให้ผู้ขาย
3.การชำระค่าสินค้าหรือบริการทางอินเตอร์เน็ต เมื่อรายการสินค้าหรือบริการถูกส่งไป การชำระค่าสินค้าก็จะเป็นไปตามทางเลือกของระบบอีคอมเมิร์ซที่ผู้ขายได้จัดทำไว้
4.การจัดส่งสินค้าหรือบริการหลังจากที่มีการตกลงวิธีรการชำระค่าสินค้า หรือบริการและวิธีการจัดส่งแล้ว ผู้ขายก็จะเป็นผู้จัดส่งสินค้าหรือบริการด้วยวิธีตกลงกันไว้เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำการค้าในระบบอีคอมเมิร์ซ

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แบบฝึกหัดบทที่3

1.องค์ประกอบพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ มีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 อย่าง ได้แก่ฮาร์ดแวร์,ซอฟต์แวร์
2.การทำงานของฮาร์ดแวร์แบ่งออกเป็น 4 หน่วย ได้แก่1.หน่วยนำข้อมูลเข้า 2. หน่วยประมวลผลกลาง 3.หน่วยความจำหลัก 4. หน่วยความจำสำรอง 5.หน่วยแสดงผล
3.หน่วยนำข้อมูลเข้า (Input Unti)ทำหน้าที่หน่วยนำข้อมูลเข้าทำหน้าที่รับข้อมูลหรือคำสั่งจากผู้ใช้เข้าสู้ระบบคอมพิวเตอร์ แล้วนำไปประมวลผล
4.หน่วยประมวลผลกลางคือ หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียูหรือโปรเซสเซอร์ หรือ ไมโครชิป เป็นสมองของพีซีที่ควบคุมการทำงานทั่งระบบ มีองค์ประกอบคือ 1.หน่วยควบคุม ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ 2.หน่วยคำนวณและตรรกะ หรือเรียกว่า “ALU” ทำหน้าที่ในการทำงานของซีพียู
5.หน่วยความจำหลักมี 2 ประเภท ได้แก่1.หน่วยความจำแบบเป็นหน่วยความจำถาวร เรียกว่า รอม เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถแก้ไข้ได้และถ้าปิดเครื่องข้อมูลก็จะไม่สูญหาย2.หน่วยความจำแบบแก้ไข้ได้ เรียกว่า แรม หรือหน่วยความจำชั่วคราว เป็นหน่วยความจำที่ใช้ในการเก็บข้อมูลการทำงานขณะที่ ซีพียูทำงานอยู่
6.หน่วยความจำถาวร (ROM) คือ เป็นหน่วยความจำถาวร เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถแก้ไข้ได้และถ้าปิดเครื่องข้อมูลก็จะไม่
7.หน่วยความจำชั่วคราว (RAM) คือ หน่วยความจำชั่วคราว เป็นหน่วยความจำที่ใช้ในการเก็บข้อมูลการทำงานขณะที่ ซีพียูทำงานอยู่
8.หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage) มีหน้าที่ หน่วยเก็บข้อมูลสำรองที่มีไว้จัดเก็บรูปแบบของสื่อต่าง ๆ เช่น ซีดีรอม ดีวีดีรอม เป็นต้น
9.ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่1.ซอฟต์แวร์ระบบ เป็นโปรแกรมที่มีไว้สำหรับควบคุมระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์2.ซอฟต์แวระประยุกต์ เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อใช้งานกับงานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะ
10.พื้นฐานการทำงานของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วย1.หน่วยประมวลผลกลาง2.หน่วยความจำหลัก3.หน่วยความจำสำรอง4.หน่วยรับและแสดงผลข้อมูล5.ระบบบัส
ตอนที่ 2
1.ข้อใดคืออุปกรณ์รับข้อมูลตอบ ก.เครื่องสแกนเนอร์ กล้องดิจิตอล
2.อุปกรณ์ข้อใดสามารถแสดงผลของข้อมูลและนำเข้าข้อมูลได้ตอบ ค.สแกนเนอร์แบบพิเศษ
3.หน่วยประมวลผลกลางมีองค์ประกอบที่สำคัญอะไรบ้างตอบ ค.ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
4.การแดงผลข้อมูลบนจอภาพมีกี่ลักษณะตอบ ก. 2 ลักษณะ
5.ข้อใดคือการทำงานแบบเท็กซ์โหมดตอบ ข.แสดงผลเฉพาะตัวอักษร
6.เมนบอร์ด (Mainboard) คือะไรตอบ ง.แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์
7.ข้อใดคือลักษณะของจอแบบซีอาร์ทีตอบ ก.การทำงานอาศัยหลอดแก้วแสดงผล
8.ซอฟต์แวร์ระบบคืออะไรตอบ ค.ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
9.ข้อใด ไม่ใช่ การทำงานของระบบปฏิบัติการตอบ ค.Multi-Program
10.ข้อใดคือระบบปฏิบัติการแบบโอเพ่นซอร์สตอบ ข.ลีนุกซ์ทะเล
11.Solaris หมายถึงอย่างไรตอบ ก.ระบบปฏิบัติการเครือข่าย
12.โปรแกรมยูทิลิตี้ หรือเรียกกันว่าอย่างไรตอบ ข.โปรแกรมอรรถประโยชน์
13.ยูทิลิตี้ข้อใดติดตั้งมากับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ตอบ ข.โปรแกรม Disk Defragmenter
14.ข้อใดคือโปรแกรมสำเร็จรูปด้านธุรกิจตอบ ง. Microsoft Excel
15.ข้อใดคือส่วนประกอบของหน่วยประมวลกลางตอบ ง.ถูกทุกข้อ

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

บทที่ 2 ความหมายและประเภทของคอมพิวเตอร์

1.ความหมายของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถอ่าน และบันทึกข้อมูลตลอดจนรับคำสั่ง เพื่อแก้ไขปัญหาหรือทำการคำนวณที่สลับซับซ้อน และแสดงผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ
2.ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์
2.1 คอมพิวเตอร์กับการใช้งานของภาครัฐ คือ การเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาประยุกต์ใช้งานทะเบียนราษฎร์ เช่น แจ้งเกิด ตาย ย้ายที่อยู่ เปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ
2.2 คอมพิวเตอร์กับงานธรุกิจทั่วไป คือ การนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานเพื่อประโยชน์ของการประมวลที่รวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
2.3 คอมพิวเตอร์กับงานสายการบิน คือ การนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้เกี่ยวกับเรื่องการสำรองที่นั่งผู้โดยสาร ซึ่งสามารถทำให้การตรวจเช็ครายการต่าง ๆ เกี่ยวกับเที่ยวบินทำให้งานง่ายและสะดวกมากขึ้น
2.4 คอมพิวเตอร์กับงานด้านการศึกษา ปัจจุบันการศึกษาได้ให้ความสำคัญการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการสอนคือ E-Education และรูปแบบการเรียนการสอนที่มาใช้เป็นสื่อการสอน (CAI: Computer Assisted Instrution) และ E-Learning เป็นการใช้ระบบเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตให้กับผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลหรือไม่สะดวกในการเข้าเรียน
2.5 คอมพิวเตอร์กับธุรกิจการนำเข้าและส่งออก สามารถใช้ระบบ EDI (Electronic Data Inter change) มาใช้ในการออกเอกสารเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น หรือการใช้ E-Commerce ในการซื้อขายสินค้าได้ทั่วโลกและลดเวลาที่จะมาซื้อด้วยตนเอง
2.6 คอมพิวเตอร์กับงานธนาคาร นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการให้บริการที่เรียกกันว่า "ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์" E-Banking เพื่อความสะดวกสบายหรือการใช้
2.7 คอมพิวเตอร์กับงานวิทยาศาสตร์ เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ช่วยในการคำนวณและจำลองแบบ ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ
2.8 คอมพิวเตอร์กับงานการแพทย์ เป็นการทำงานที่มีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้งานในการวินิจฉัยโรคและตรวจสอบอาการของคนไข้
3.ประเภทของคอมพิวเตอร์
1.แบ่งตามลักษณะของข้อมูล มี 3 ประเภท
1.1อนาล๊อกคอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้เฉพาะอย่าง การทำงานใช้หลักการวัดข้อมูลที่ป้อนเข้าไปต้องเป็นข้อมูลไฟฟ้าที่มีค่าต่อเนื่อง ค่าสัญญาณไฟฟ้าอาจแทนอุณหภูมิความเร็วหรือความดัน การรับข้อมูลอาจจะรับจากแหล่งที่เกิดโดยตรง แล้วจะแสดงผลลัพธ์ออกมาทาง จอภาพ สามารถเก็บข้อมูลจำนวนมากเหมือนกับดิจิตอล
1.2 ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์โดยใช้หลักกการนับ ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปต้องเป็นตัวเลขและให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขดิจิตอล มีความละเอียดถูกต้องในการคำนวณมากกว่าอนาล็อกคอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก
1.3 ไฮบริดคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานกับเฉพาะอย่าง การทำงานจะใช้เทคนิคของอนาล็อกและดิจิตอลมาผสมกัน
2. แบ่งตามขนาดและความสามารถมี 5 ประเภทคือ
2.1 ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุด และมีราคามแพงที่สุด เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูง สามารถทำให้การประมวลผลในงานต่าง ๆ กันในเวลาพร้อมกันภายใน 1 นาที
เทียบกับคอมพิวเตอร์เครื่อง PC อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์
2.2 เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ ทำงานร่วมกับอุปกรณ์หลาย ๆ อย่างด้วยความเร็วสูงใช้งานในธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถเก็บข้อมูลที่มีปริมาณมาก ๆ
2.3 มินิคอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้กับงานเฉพาะอย่าง ใช้ในการสื่อสารข้อมูล ถูกนำมาใช้ในการประมวลผลคำ งานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติและใช้กับโปรแกรมประยุกต์ในการทำงาน หลาย ๆ อย่าง
2.4 ไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีผู้นิยมกันใช้กันมากที่สุด เพราะมีราคาถูก หรือเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "เครื่อง PC"
2.5 คอมพิวเตอร์มือถือ เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก แต่ขีดจำกัดความสามารถ มีหน่วยความจำไม่มาก คอมพิวเตอร์มือถือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "พ็อกเก็ตพีซี"
4. คอมพิวเตอร์ยุคใหม่ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวรุ่นใหม่ ๆ มีการปรับปรุงขนาดให้เล็กลงและมีรูปแบบที่แปลกตามากยิ่งขึ้น มีการออกแบบที่เน้นรูปแบบภายนอก มีการเชื่อมต่ออุปกรณ์สมัยใหม่สามารถชมรายการภาพยนตร์ดังได้อย่างชัดสีสวยสมจริง รวมถึงสื่อเก็บบันทึกข้อมูลแบบพกพา ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานไว้ เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุคยุคใหม่
4.1 เดสก์ท๊อป เป็นคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะที่ใช้ในสำนักงานหรือตามบ้านทั่วไป นิยมใช้สำหรับพิมพ์รายงาน หรือการใช้งานทั่วไป
4.2 โน้ตบุ๊คยุคใหม่ เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กและบางลง น้ำหนักเบาเพียง 1 กิโลกรัม ใช้แบตเตอรี่ 3-cell เนื่องจากใช้จอแสดงผลขนาด 11.1 นิ้ว และใช้ออปติคอลไดรว์แบบภายนอกแทนที่จะอยู่ในตัวเครื่อง ทำให้สามารถพักพาได้สะดวกมากขึ้น
4.3 เดสก์โน้ต หรือเพาเวอร์โน้ต เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา ที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ต ลักษณะของโน้ตบุคเปรียบเสมือนการย่อส่วนเครื่องพีซีที่ใช้งานตามบ้านหรือสำนักงานในปัจจุบันให้มีขนาดเล็กลงสะดวกในการเคลื่อนย้ายหรือนำติดตัวไปใช้งานในสถานที่ต่าง ๆ ได้

ความแตกต่างระหว่างเดสก์โน้ตบุ๊ค
1. แบตเตอรี่เดสก์โน้ตได้ถูกออกแบบให้มีการนำแบตเตอรี่ออกมาไว้ด้านนอกทำให้ต้องเสียบปลั๊กอยู่ตลอดเวลาที่ใช้งาน
2. ซีพียูของเดสก์โน้ตใช้ซีพียูประเภทเดียวกับพีซีทั่วไป ทำให้สามารถเลือกที่อัพเกรดรุ่นได้ในราคาที่ไม่สูงนัก ต่างกับโน้ตบุ๊คที่ใช้โมบายซีพียู เฉพาะกับโน้ตบุ๊คเท่านั้น จะไม่สามารถเปลี่ยนหรืออัพเกรดได้ ยกเว้นโน้ตบุ๊คที่ใช้ซีพียูแบบเดียวกับพีซี
3. การ์ดแสดงผล ส่วนใหญ่จะติดตั้งมาให้ในเครื่องและไม่สามารถอัพเกรดได้
4. เดสก์โน้ตมีราคาถูกกว่าโน้ตบุ๊ค เนื่องจากคุณสมบัติ ที่ยังแตกต่างกันบางประการ
5. เดสก์โน้ตจะไม่มี Floppy Disk Drive ติดตั้งภายในเครื่อง หากผู้ใช้ต้องการสามารถเพิ่มเติมได้

4.4. แท๊บเล็ตพีซี เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ปากกาเขียนลงไปบนหน้าจอได้เลยนั้นเอง โดยจะต้องมีซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมาพิเศษ เพื่อใช้ในเครื่องแบบนี้โดยเฉพาะ และรูปแบบของเครื่องสามารถพลิกหน้าจอได้ แต่ราคาค่อยข้างแพงกว่าโน๊ตบุ๊คและเดสก์โน้ต
4.5. PDA: พีดีเอ เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจดบันทึก เก็บข้อมูล เตือนเวลานัดหมาย หรือจัดการงานต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมไปถึงความสามารถของการเพิ่มเติมแอพพลิเคชั่น เพื่อให้ใช้งานด้านอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการยิ่งขึ่น หลัก ๆ ที่รู้จักกันดีมีพีดีเอที่ใช้ในระบบปฏิบัติการ Palm OS หรือที่เรียกว่า Palm และ PDA ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Micro soft Windows Mobile หรือที่เรียกว่าพ็อกเก็ตพีซี
4.6. สมาร์ทโฟน คือการพัฒนาโทรศัพท์ธรรมดาให้กลายเป็นอัจฉริยะนั้นเอง นอกจากรับสายหรือโทรออกแล้ว ยังสามารถถ่ายรูป เล่นอินเตอร์เน็ต รับส่งอีเมล์ เล่นเกมหรือกลายเป็นเครื่อง mp.3
Smart Phone สามารถแบ่งตามประเภทของระบบปฏิบัติการ (Operation System: OS) ได้ 2 ประเภทดังต่อไปนี้
1. Symbian OS 2. Microsoft Smart Phone
5. ปัญหาและข้อจำกัดของการใช้งานคอมพิวเตอร์
5.1 คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้ามาแทนมนุษย์ได้ 100% เพราะมนุษย์ต้องคอยเป็นผู้ควบคุมและสร้างคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อยู่ดี
5.2 แม้จะมีความสามารถในเรื่องคิดและตัดสินใจได้แทนมนุษย์ แต่ก็สามารถทำได้บางกรณ์เท่านั้น
5.3 ได้รับข้อมูลอย่างไรก็ประมวลไปตามนั้น
ส่วนปัญหาของการใช้งานคอมพิวเตอร์ ที่พบมากที่สุดก็คือ
1. ความรู้ไม่ทันเทคโนโลยี
2. ปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์มากขึ้น
3. มุนษย์ต้องรู้จักเลือกใช้งานคอมพิวเตอร์ให้ถูกวิธี
4. ติตตามข่าวสารเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ
5. ตระหนักถึงจริยธรรมในการใช้งานโดยทั่วไปที่จะไม่สร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น